วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

หมออ..~!!!!!!

คุณหมอท่านที่ 1 : คุณหมอไก่ : ร้อยเอกเลอปรัชญ์ มังกรกนกพงศ์
แพทย์ประจำบ้านสาขาจักษุวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า



พี่เป้: ช่วยแนะนำตัวเองแก่น้องๆ ด้วยค่ะ

คุณหมอไก่: ชื่อร้อยเอกเลอปรัชญ์ มังกรกนกพงศ์ ชื่อเล่นไก่ จบจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ตอนนี้กำลังทำงาน-ศึกษาต่อ
ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็นแพทย์ประจำบ้านสาขาจักษุวิทยา น้องๆ คงสงสัยคำว่าแพทย์ประจำบ้าน ทั้งที่พวกพี่ก็อยู่กันที่โรงพยาบาล
ไม่ได้ประจำกันที่บ้าน จริงๆ แล้วแปลจากคำว่า Resident โดยความหมายคือแพทย์ที่ศึกษาสาขาเฉพาะทางครับ





พี่เป้: แล้วคุณหมอคิดว่าด้านจักษุวิทยานั้นมีจุดเด่นหรือพิเศษจากด้านอื่นยังไงบ้าง

คุณหมอไก่: ก่อนที่หมอจะเริ่มเรียนจักษุแพทย์ ผมก็เคยสงสัยว่าทำไมจะต้องใช้เวลาตั้งหลายๆ ปี เรียนเกี่ยวกับชิ้นส่วนที่เล็กๆ แต่พอมาเริ่มเรียนจริงๆ ก็ถึงบางอ้อว่าทำไมตานี้ถึงจะมีขนาดเล็กแต่ก็มีความซับซ้อนมากๆ ยิ่งการผ่าตัดนี้ต้องอาศัยความแม่นยำและทักษะเรื่อง body coordination สูงมาก





พี่เป้: ทำไมคุณหมอถึงเลือกเรียนแพทยศาสตร์ และทำไมถึงศึกษาด้านจักษุวิทยาคะ

คุณหมอไก่: ตอนที่หมอเด็กๆ หมอเติบโตมาแบบใกล้ชิดกับอาม่าของหมอซึ่งเป็นผู้ที่ได้ผ่านสงครามโลกครั้งที่2 การที่ได้ฟังเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ต่างๆ ในช่วงสงครามก็ทำให้ผมอยากจะเป็นหมอที่มาช่วยเหลือทั้งทหารและคนทั่วไป ตอนที่เรียนจบมัธยมปลายผมก็ตั้งเป้าว่าจะต้องสอบเข้าเรียนแพทย์ที่พระมงกุฏให้ได้ครับ และเลือกจักษุเพราะคิดว่าดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญมากต่อการใช้ชีวิต สามารถสื่อถึงอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของคนคนนั้น ต้องการเป็นจักษุแพทย์เพื่อที่จะสามารถรักษาคนไข้ที่มีปัญหาด้านสายตาและการมองเห็นให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้งได้
จะทำให้คุณภาพชีวิตเค้าดีขึ้นและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ


พี่เป้: หลังจากเรียนจบปริญญาตรี คุณหมอได้ไปทำงานใช้ทุนที่ไหนคะ

คุณหมอไก่: หลังจากเรียนจบจากพระมงกุฎเกล้า ก็ได้โอกาสไปใช้ทุนที่โรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี รู้สึกว่าที่นั้นเป็นที่ที่ดีมากสำหรับการเริ่มต้นทำงานเพราะพี่ๆ ทุกคนที่นั้นน่ารักมาก ทำงานก็แบบเป็นทีม และรพ.ก็มีการให้บริการที่ค่อนข้างครบวงจร รวมไปถึงแผนกจักษุซึ่งก็เปิดโอกาสที่ได้ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับตาและทำให้เกิดความสนใจทางด้านนี้เป็นต้นมา ต้องยอมรับนะครับว่าในระหว่างการทำงานยุ่งมากเพราะคนไข้เยอะแต่ในขณะเดียวกันนั้นก็ทำให้มีความชำนาญในการรักษาได้ดี

หลังจากนั้น ก็ไปช่วยราชการที่หน่วยเฉพาะกิจที่34 อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาสเป็นเวลาหนึ่งปี ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีและน่าระทึกใจครับ
ที่เราได้ไปปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์ทหารจริงๆ จากนั้นได้มาปฏิบัติงานเป็นนายแพทย์กรมทหารราบที่ 13 ซึ่งได้ทำงานทั้งตรวจรักษาคนไข้ที่โรงพยาบาล และได้ทำงานด้านบริหารเกี่ยวกับการแพทย์ในกรมทหารราบที่13 ซึ่งตอนนั้นถือว่าได้ประสบการณ์จากการทำงานพอสมควรครับ
ได้ศึกษาการแพทย์ฝังเข็ม กรมแพทย์ทหารบก ต่อมาก็ได้เข้ามาศึกษาต่อทางด้านจักษุวิทยาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าครับ


พี่เป้: คุณหมอคิดว่าการเป็นแพทย์ทหารมีจุดเหมือนหรือต่างจากแพทย์ทั่วไปยังไงบ้าง

คุณหมอไก่: เรื่องความยากของวิชาแพทย์ศาสตร์นี้ คิดว่ามันมีความยากเท่ากันเมื่อเทียบกับการเรียนหรือทำงานที่อื่น แต่สิ่งที่แตกต่างไปก็คือความเป็นทหารซึ่งรวมไปถึงการเรียนฝึกเป็นทหารไปพร้อมๆ กับการเป็นหมอ ตอนช่วงที่ปิดพักร้อนก็ต้องไปฝึกทหารเพิ่มเติม พอตอนฝึกเสร็จก็ต้องไปอ่านหนังสือต่อ ก็เหนื่อยดี ช่วงนั้นหุ่นดีเลยครับ (หัวเราะ)

ส่วนการทำงานผมก็จะมีคนไข้ส่วนหนึ่งที่เป็นทหารซึ่งได้รับการบาดเจ็บ
จากการรับใช้บ้านเมือง ทุกๆ ครั้งผมก็รู้สึกขอบคุณและเห็นใจทหารที่เสียสละไปปฏิบัติงานเพื่อความสงบของประเทศชาติ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยหลือพวกเขา แต่สิ่งที่เหมือนกันทั้งหมอทหาร และหมอทั่วไป คือต้องการให้คนไข้ที่ได้รับการรักษาหายจากการเจ็บป่วยครับ


ในระหว่างการเรียนแพทย์ทหาร จะเรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย, มีเงินเดือนให้, มีอุปกรณ์เสื้อผ้าให้ พอจบแล้วก็ได้บรรจุเป็นนายทหารสัญญาบัตร ได้ยศ แต่ต้องใช้ทุนสองเท่าของเวลาเรียนคือประมาณ 10 ปีครับ





พี่เป้: ช่วงนี้น้องๆ หลายคนต้องใช้สายตาหนักในการอ่านหนังสือสอบ อยากให้ช่วยแนะนำวิธีการดูแลรักษาตาในขั้นต้นหน่อยค่ะ
คุณหมอไก่: • อ่านหนังสือในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ และถือหนังสือห่างประมาณ 1 ฟุต
• ดูโทรทัศน์ในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ และควรนั่งห่างจากจอโทรทัศน์ประมาณ 5 เท่าของขนาดโทรทัศน์
• ควรสวมแว่นตาทุกครั้งที่ต้องออกไปสัมผัสกับแสงแดด หรือขับขี่รถยนต์
• หลีกเลี่ยงการมองหรือจ้องคลื่นแม่เหล็กจากเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เตาไมโครเวฟ เครื่องถ่ายเอกสาร ฯลฯ
• เวลาที่เศษผงเข้าตา ห้ามขยี้ตาเด็ดขาด แต่ให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาด
• ทุกครั้งที่ลงเล่นน้ำในสระว่ายน้ำ ควรสวมใส่แว่นตาว่ายน้ำทุกครั้ง เพื่อป้องกันคลอรีนหรือเศษผงเข้าตา
• เมื่อรู้สึกปวดเมื่อยตา ไม่ควรกดนวดดวงตา หรือกรอกดวงตาไปมา แต่ควรหลับตาประมาณ 20 -30 นาที
• ควรปิดไฟนอน เพื่อเป็นการพักสายตา

พี่เป้: อยากให้คุณหมอช่วยฝากถึงน้องๆ ที่อยากเป็นหมอค่ะ
คุณหมอไก่: พี่ก็อยากจะฝากให้น้องๆ ที่อยากเป็นหมอให้ตั้งใจเรียนเพราะการเป็นหมอนี้ต้องอาศัยความขยันและอดทน น้องๆ อาจจะคิดว่ามันฟังดูเหนื่อยและลำบากแต่ถ้าใจรักและชอบมันจะเป็นความสำเร็จที่คุ้มค่ามากเลยครับที่เราได้เห็นคนที่เจ็บป่วยได้มีอาการดีขึ้นจากการรักษาของเรา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น