1.เราต้องยอมรับว่าวันเวลาหยุดยั้งไม่ได้และในที่สุดความห่างไกลก็ไม่สามารถหยุดยั้ง...ความผูกผันของเราได้...เช่นเดียวกัน
2.ท้อใจได้บ้างในบางครั้งแต่ระวัง...อย่าท้อแท้หรือท้อถอยมีปัญหาเมื่อไหร่อย่านั่งตาลอยโทร.หาฉันได้..จะบ่อยหรือไม่บ่อยก็ยินดีรับฟัง
3.ไม่มีของขวัญกล่องโตมีแต่กำลังใจผูกโบว์อยู่ตรงนี้จะจากกันแล้ว...ก็ขอให้โชคดีสิ่งเดียวที่ฉันจะมีให้ในวันนี้คือความทรงจำที่ดีดีระหว่างเรา
4.ขอบฟ้าที่กั้นเราห่างเส้นทางจะไกลแค่ไหนจะไม่มีอิทธิพลอะไรถ้าเรายังเข้าใจความหมายคำว่า "เพื่อน" เหมือนเดิม
5.ไม่ต้องเสียใจที่ลาจากเราก็แค่พลัดพรากไปตามหาฝันตามเจอเมื่อไหร่...เราก็กลับมาพบกันแล้วเอาฝันเธอ - ฝันฉันมาแบ่งปันความสุขในหัวใจ
ซึ้ง...ป่ะ...
แหะๆๆ
วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ประวัติแวนโก๊ะ
วินเซนต์ แวน โก๊ะ เกิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ปี ค.ศ. 1853 ที่ซันเดิรท์ ย่านบราแบรนท์ ในประเทศเนเธอร์แลนด์ วินเซนต์เป็นบุตรชายคนโต บิดาเป็นนักบวชนิกาย โปรแตสแตนท์ เมื่อแวนโก๊ะอายุได้ 16 ปี เขาได้ไปฝึกงานขายภาพศิลปะที่ฮูเก้นท์ เขาทำงานขายภาพทั้งในลอนดอน และปารีสไปจนกระทั่งถึงปีค.ศ. 1876 แวน โก๊ะก็เริ่มตระหนักว่า เขาไม่ชอบงานขายภาพที่เขาทำอยู่เลยประกอบกับถูกปฏิเสธความสัมพันธ์จากหญิงที่ตนรัก ทำให้เขาเริ่มทำตัวออกห่างจากผู้คนมากขึ้น และตัดสินใจที่จะออกบวช แต่เขาก็ต้องพบกับความผิดหวังอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเขา ไม่สามารถผ่านการทดสอบให้เข้ามาเป็นนักบวชได้ ในที่สุดเขาก็กลายเป็นนักเทศน์ไป และในปีค.ศ.1878 เขาได้เดินทางไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของเบลเยี่ยมเพื่อทำการ เผยแพร่ศาสนา โดยพกพาเอาความยากจนค่นแค้นไปตลอดการเดินทางจากการเดินทาง ครั้งนี้ แวนโก๊ะ ได้มีปากเสียงกับนักเทศน์ผู้อาวุโส ทำให้เขาถูกขับออกจากกลุ่มในปี ค.ศ.1880 ในสภาพของคนสิ้นไร้ และสูญเสียความเชื่อของตนไป เขาจมอยู่กับ ความผิดหวัง และได้เริ่มเขียนรูป แต่ในไม่ช้าเขาก็ตระหนักได้ว่า เขาไม่สามารถที่จะ เรียนรู้การเขียนภาพด้วยตนเองได้ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเดินทางไปบรัสเซลเพื่อเรียน การเขียนภาพ
ในปี ค.ศ.1881 แวน โก๊ะได้กลับมาทำงานที่ฮูเก้นท์อีกครั้งหนึ่ง โดยเริ่มทำงานกับ ช่างเขียนภาพทางภูมิศาสตร์ ที่ชื่อ อันตน มัวร์ ฤดูร้อนของปีถัดมาได้เริ่มการทดลอง การเขียนภาพด้วยสีน้ำมัน และด้วยเสียงเรียกร้องภายในจิตใจของ แวน โก๊ะ ให้ไปใช้ ชีวิตตามลำพังอยู่กับธรรมชาติ ทำให้เขาตัดสินใจเดินทางไปยังหมู่บ้านของชาวดัชท์ เพื่อเริ่มการเขียนภาพทิวทัศน์ที่งดงามตามท้องที่ต่างๆ เขาใช้ชีวิตในแต่ละวันไปกับ การเขียนถึงสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเขา ในปี ค.ศ.1883 เขาได้สร้างงานเขียนภาพชิ้นแรก ขึ้นมา โดยให้ชื่อภาพว่า " โปเตโต อีทเตอร์ "
เมื่อความเหงาและความอ้างว้างเริ่มเข้ามาแกาะกุมจิตใจของ แวน โก๊ะ เขาจึงออกจาก หมู่บ้านและเข้าศึกษาต่อที่ แอนท์เวอป์ ในเบลเยี่ยม แต่เขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะปฏิบัติ ตามกฎของการเรียนที่นั่นมากนัก ช่วงที่เรียนอยู่ที่แอนเวอป์ เขาได้รับแรงบันดาลใจ จากจิตรกรที่ชื่อ ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ และได้เริ่มสนใจภาพพิมพ์ของญี่ปุ่นด้วย ในที่สุด เขาก็ได้เลิกเรียน เพื่อไปยังปารีส ทีนั่นเขาได้พบกับ เฮนรี่ เดอ ตัวรูส และจอร์จีนส์ รวมทั้งศิลปินอิเพราสเช่นนิสท์อีกหลายคน เช่น คามิล ปิสซาโร โซรัส และคนอื่น ๆ การใช้ชีวิต 2 ปีเต็มที่ปารีสนั้น ได้ขัดเกลาฝีมือในการเขียนภาพของ แวน โก๊ะ ให้ เฉียบคมยิ่งขึ้น เขาเริ่มใช้สีสันที่มีชีวิตชีวา และไม่ยึดติดอยู่กับการเขียนภาพแบบเก่าๆ
วินเซนต์ แวน โก๊ะ ใช้ชีวิตในตัวเมืองปารีส ได้สักพักก็เริ่มเบื่อ เขาจึงออกจากปารีส ไปในปี ค.ศ.1888 เพื่อไปยังเมืองอาเรสทางตอนใต้ของฝรั่งเศษ ที่เมืองอาเรสนั้นแวน โก๊ะได้เช่าบ้านหลังหนึ่ง แล้วตกแต่งบ้านด้วยสีเหลืองทั้งหมด เขาหวังที่จะตั้ง กลุ่มศิลปินอิมเพรสเช่นนิสท์ขึ้น ในเดือนตุลาคม จอร์จีนส์ได้มาอยู่ร่วมกับเขาแต่ ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองก็ต้องขาดสะบั้นลงในคืนวันคริสตมาส อีฟ จอร์จีนส์ ได้โต้เถียงอย่างรุนแรงกับแวน โก๊ะ ทำให้แวน โก๊ะ เกิดบ้าเลือดขึ้นมาแล้วตัดใบหู ของตัวเอง ทำให้จอร์จีนส์จากไป และตัวของเขาเองต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การแสดงอาการต่างๆ ของแวน โก๊ะ นั้น ทำให้เห็นถึงสภาพจิตใจและประสาทที่ผิดปกติ ในที่สุดเขาก็ต้องเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลบ้า เป็นเวลา 1 ปีเต็ม เมื่อ แวน โก๊ะ ออกจากโรงพยาบาล เขาได้ไปอาศัยอยู่กับศิลปิน นักฟิสิกส์ ได้ประมาณ 2 เดือน และในวันที่ 27 กรกฎาคมของปี ค.ศ.1890 เขาได้ยิงตัวเอง และเสียชีวิตในอีก2 วันต่อมา
ช่วงชีวิตของ แวน โก๊ะตอนที่อยู่ที่อาเรสนั้น ได้สร้างผลงานเขียนภาพที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ มากมาย เขาเขียนภาพของธรรมชาติอันงดงาม ภาพทุ่งหญ้ายามต้องแสงอาทิตย์ ภาพของดอกไม้นานาชนิด และภาพดอกไอริสที่มีชื่อเสียงนั้นสามารถขายได้ถึง53.9 ล้านดอลลาร์ในเวลานั้น
ในปี ค.ศ.1881 แวน โก๊ะได้กลับมาทำงานที่ฮูเก้นท์อีกครั้งหนึ่ง โดยเริ่มทำงานกับ ช่างเขียนภาพทางภูมิศาสตร์ ที่ชื่อ อันตน มัวร์ ฤดูร้อนของปีถัดมาได้เริ่มการทดลอง การเขียนภาพด้วยสีน้ำมัน และด้วยเสียงเรียกร้องภายในจิตใจของ แวน โก๊ะ ให้ไปใช้ ชีวิตตามลำพังอยู่กับธรรมชาติ ทำให้เขาตัดสินใจเดินทางไปยังหมู่บ้านของชาวดัชท์ เพื่อเริ่มการเขียนภาพทิวทัศน์ที่งดงามตามท้องที่ต่างๆ เขาใช้ชีวิตในแต่ละวันไปกับ การเขียนถึงสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเขา ในปี ค.ศ.1883 เขาได้สร้างงานเขียนภาพชิ้นแรก ขึ้นมา โดยให้ชื่อภาพว่า " โปเตโต อีทเตอร์ "
เมื่อความเหงาและความอ้างว้างเริ่มเข้ามาแกาะกุมจิตใจของ แวน โก๊ะ เขาจึงออกจาก หมู่บ้านและเข้าศึกษาต่อที่ แอนท์เวอป์ ในเบลเยี่ยม แต่เขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะปฏิบัติ ตามกฎของการเรียนที่นั่นมากนัก ช่วงที่เรียนอยู่ที่แอนเวอป์ เขาได้รับแรงบันดาลใจ จากจิตรกรที่ชื่อ ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ และได้เริ่มสนใจภาพพิมพ์ของญี่ปุ่นด้วย ในที่สุด เขาก็ได้เลิกเรียน เพื่อไปยังปารีส ทีนั่นเขาได้พบกับ เฮนรี่ เดอ ตัวรูส และจอร์จีนส์ รวมทั้งศิลปินอิเพราสเช่นนิสท์อีกหลายคน เช่น คามิล ปิสซาโร โซรัส และคนอื่น ๆ การใช้ชีวิต 2 ปีเต็มที่ปารีสนั้น ได้ขัดเกลาฝีมือในการเขียนภาพของ แวน โก๊ะ ให้ เฉียบคมยิ่งขึ้น เขาเริ่มใช้สีสันที่มีชีวิตชีวา และไม่ยึดติดอยู่กับการเขียนภาพแบบเก่าๆ
วินเซนต์ แวน โก๊ะ ใช้ชีวิตในตัวเมืองปารีส ได้สักพักก็เริ่มเบื่อ เขาจึงออกจากปารีส ไปในปี ค.ศ.1888 เพื่อไปยังเมืองอาเรสทางตอนใต้ของฝรั่งเศษ ที่เมืองอาเรสนั้นแวน โก๊ะได้เช่าบ้านหลังหนึ่ง แล้วตกแต่งบ้านด้วยสีเหลืองทั้งหมด เขาหวังที่จะตั้ง กลุ่มศิลปินอิมเพรสเช่นนิสท์ขึ้น ในเดือนตุลาคม จอร์จีนส์ได้มาอยู่ร่วมกับเขาแต่ ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองก็ต้องขาดสะบั้นลงในคืนวันคริสตมาส อีฟ จอร์จีนส์ ได้โต้เถียงอย่างรุนแรงกับแวน โก๊ะ ทำให้แวน โก๊ะ เกิดบ้าเลือดขึ้นมาแล้วตัดใบหู ของตัวเอง ทำให้จอร์จีนส์จากไป และตัวของเขาเองต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การแสดงอาการต่างๆ ของแวน โก๊ะ นั้น ทำให้เห็นถึงสภาพจิตใจและประสาทที่ผิดปกติ ในที่สุดเขาก็ต้องเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลบ้า เป็นเวลา 1 ปีเต็ม เมื่อ แวน โก๊ะ ออกจากโรงพยาบาล เขาได้ไปอาศัยอยู่กับศิลปิน นักฟิสิกส์ ได้ประมาณ 2 เดือน และในวันที่ 27 กรกฎาคมของปี ค.ศ.1890 เขาได้ยิงตัวเอง และเสียชีวิตในอีก2 วันต่อมา
ช่วงชีวิตของ แวน โก๊ะตอนที่อยู่ที่อาเรสนั้น ได้สร้างผลงานเขียนภาพที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ มากมาย เขาเขียนภาพของธรรมชาติอันงดงาม ภาพทุ่งหญ้ายามต้องแสงอาทิตย์ ภาพของดอกไม้นานาชนิด และภาพดอกไอริสที่มีชื่อเสียงนั้นสามารถขายได้ถึง53.9 ล้านดอลลาร์ในเวลานั้น
เพื่อน..(ฉบับฮา)?
เพื่อนคือ อาจารย์น้อยๆเวลาสอบ
เพื่อนคือ นักร้องจำเป็นประจำแก๊งค์เวลาไม่มีเพลงฟัง
เพื่อนคือ ลุงหนวดไม่ให้ชวดเรื่องแควน
เพื่อนคือ ไอ้ตัวร้ายคอยดึงเก้าอี้เวลาเราจะนั่ง
เพื่อนคือ ขุมทรัพย์ในยามที่เรา บ่ จี๊ (แต่มันชอบ บ่ จี๊ เวลาเดียวกันกะเราทุกทีอิอิ)
เพื่อนคือ เจ้าของเบอร์โทรที่เราจำได้ขึ้นใจ
เพื่อนคือ คนที่อยากบอกเรื่องที่น่าดีใจกะเราเป็นคนแรก
เพื่อนคือ เจ้าของไก่ต้ม ขนมจีนวันตรุษจีน
เพื่อนคือ คนที่คอยจิ๊กลูกชิ้นในชามก๋วยเตี๋ยวเวลาเราเผลอ
เพื่อนคือ คนที่เรียกเราว่า....(เซ็นเซอร์)ชื่อพ่อกะแม่ เพื่อนคือ คนที่ชอบพูดถึงเรา (ถึงมันจะเป็นการนินทาก็เหอะ)
เพื่อนคือ คนที่คอยจองโต๊ะอาหารเวลาพักเที่ยง
เพื่อนคือ เจ้าของการบ้าน รายงานทุกวิชา ที่เราขอลอก(สมัยเรียน)หรือคน ที่คอยเซ็นชื่อเข้างานแทนเรา(เมื่อยามเราทำงานอิอิ) เพื่อนคือ คนที่สละหวานเย็นให้เรา แต่หวานใจห้ามแตะ 55+
เพื่อนคือ พจนานุกรมศัพท์แสลง
เพื่อนคือ ศิลาณีจำเป็นยามเราอกเดาะ
เพื่อนคือ ผู้กำความลับอันยิ่งใหญ่ของเรา (แถมเอามาแบล็คเมล์เราในบางครั้ง ฮึ่มๆๆ)
เพื่อนคือ คนที่เราผูกพันธ์มากมาย แต่กว่าจะรู้ก็สาย
เพื่อนคือ เครื่องรองรับความทุกข์( น่าสงสารมันเป็นบางเวลา)
เพื่อนคือ กำลังใจที่เราอยากได้ ในเวลา ที่ท้อแท้(ถึงแม้บางทีมันจะพูดไม่เข้าหู)
เพื่อนคือ คนที่คอยสร้างความมั่นใจให้เรา ถึงบางคราวจะรู้ว่ามันโกหก คิคิ
เพื่อนคือ คนที่เราไม่ค่อยคิดถึงเวลาที่เราอยู่ใกล้ แต่พอจากกันไปไกลน้ำตาไหลท่วมจอทันที
คอดถึง...จังเยย...
เพื่อนคือ นักร้องจำเป็นประจำแก๊งค์เวลาไม่มีเพลงฟัง
เพื่อนคือ ลุงหนวดไม่ให้ชวดเรื่องแควน
เพื่อนคือ ไอ้ตัวร้ายคอยดึงเก้าอี้เวลาเราจะนั่ง
เพื่อนคือ ขุมทรัพย์ในยามที่เรา บ่ จี๊ (แต่มันชอบ บ่ จี๊ เวลาเดียวกันกะเราทุกทีอิอิ)
เพื่อนคือ เจ้าของเบอร์โทรที่เราจำได้ขึ้นใจ
เพื่อนคือ คนที่อยากบอกเรื่องที่น่าดีใจกะเราเป็นคนแรก
เพื่อนคือ เจ้าของไก่ต้ม ขนมจีนวันตรุษจีน
เพื่อนคือ คนที่คอยจิ๊กลูกชิ้นในชามก๋วยเตี๋ยวเวลาเราเผลอ
เพื่อนคือ คนที่เรียกเราว่า....(เซ็นเซอร์)ชื่อพ่อกะแม่ เพื่อนคือ คนที่ชอบพูดถึงเรา (ถึงมันจะเป็นการนินทาก็เหอะ)
เพื่อนคือ คนที่คอยจองโต๊ะอาหารเวลาพักเที่ยง
เพื่อนคือ เจ้าของการบ้าน รายงานทุกวิชา ที่เราขอลอก(สมัยเรียน)หรือคน ที่คอยเซ็นชื่อเข้างานแทนเรา(เมื่อยามเราทำงานอิอิ) เพื่อนคือ คนที่สละหวานเย็นให้เรา แต่หวานใจห้ามแตะ 55+
เพื่อนคือ พจนานุกรมศัพท์แสลง
เพื่อนคือ ศิลาณีจำเป็นยามเราอกเดาะ
เพื่อนคือ ผู้กำความลับอันยิ่งใหญ่ของเรา (แถมเอามาแบล็คเมล์เราในบางครั้ง ฮึ่มๆๆ)
เพื่อนคือ คนที่เราผูกพันธ์มากมาย แต่กว่าจะรู้ก็สาย
เพื่อนคือ เครื่องรองรับความทุกข์( น่าสงสารมันเป็นบางเวลา)
เพื่อนคือ กำลังใจที่เราอยากได้ ในเวลา ที่ท้อแท้(ถึงแม้บางทีมันจะพูดไม่เข้าหู)
เพื่อนคือ คนที่คอยสร้างความมั่นใจให้เรา ถึงบางคราวจะรู้ว่ามันโกหก คิคิ
เพื่อนคือ คนที่เราไม่ค่อยคิดถึงเวลาที่เราอยู่ใกล้ แต่พอจากกันไปไกลน้ำตาไหลท่วมจอทันที
คอดถึง...จังเยย...
เพื่อน...?
คุณรู้ไหม ? ว่าเพื่อนคือใคร ?
เพื่อน คือ คนที่รักคุณ
เพื่อน คือ คนที่หวังดีกับคุณ
เพื่อน คือ คนที่อยากเห็นคุณมีความสุข
เพื่อน คือ คนที่จะอยู่กับคุณเมื่อคุณต้องการ
เพื่อน คือ คนที่คุณมักจะมองข้าม เมื่อคุณมีความสุขอยู่กับใคร
เพื่อน คือ คนที่ห่วงใยคุณ
เพื่อน คือ คนที่ไม่เคยคิดแข่งขันกับคุณ
เพื่อน คือ คนที่จริงใจกับคุณ
เพื่อน คือ คนที่มองเห็นคุณค่าของคุณ
เพื่อน คือ คนที่เห็นความสำคัญของคุณ
เพื่อน คือ ฯลฯ
เพื่อน คือ มิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ คือความผูกพันของกันและกัน
คือความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้กันและกัน คือสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา
สำหรับฉัน เพื่อน คือ เพื่อน คือ ความงดงามในความผูกพัน
แล้วคุณล่ะ ? เพื่อนคือใคร ?
เพื่อน คือ คนที่รักคุณ
เพื่อน คือ คนที่หวังดีกับคุณ
เพื่อน คือ คนที่อยากเห็นคุณมีความสุข
เพื่อน คือ คนที่จะอยู่กับคุณเมื่อคุณต้องการ
เพื่อน คือ คนที่คุณมักจะมองข้าม เมื่อคุณมีความสุขอยู่กับใคร
เพื่อน คือ คนที่ห่วงใยคุณ
เพื่อน คือ คนที่ไม่เคยคิดแข่งขันกับคุณ
เพื่อน คือ คนที่จริงใจกับคุณ
เพื่อน คือ คนที่มองเห็นคุณค่าของคุณ
เพื่อน คือ คนที่เห็นความสำคัญของคุณ
เพื่อน คือ ฯลฯ
เพื่อน คือ มิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ คือความผูกพันของกันและกัน
คือความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้กันและกัน คือสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา
สำหรับฉัน เพื่อน คือ เพื่อน คือ ความงดงามในความผูกพัน
แล้วคุณล่ะ ? เพื่อนคือใคร ?
วันลอยกระทง
วันลอยกระทง เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวไทย ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ตามปฏิทินจันทรคติล้านนา "มักจะ" ตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน ตามปฏิทินสุริยคติ ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป
ในวันลอยกระทง ผู้คนจะพากันทำ "กระทง" จากวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ตบแต่งเป็นรูปคล้ายดอกบัวบาน ปักธูปเทียน และนิยมตัดเล็บ เส้นผม หรือใส่เหรียญกษาปณ์ลงไปในกระทง แล้วนำไปลอยในสายน้ำ (ในพื้นที่ติดทะเล ก็นิยมลอยกระทงริมฝั่งทะเล) เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ไป นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการลอยกระทง เป็นการบูชาพระแม่คงคาด้วย
ในวันลอยกระทง ผู้คนจะพากันทำ "กระทง" จากวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ตบแต่งเป็นรูปคล้ายดอกบัวบาน ปักธูปเทียน และนิยมตัดเล็บ เส้นผม หรือใส่เหรียญกษาปณ์ลงไปในกระทง แล้วนำไปลอยในสายน้ำ (ในพื้นที่ติดทะเล ก็นิยมลอยกระทงริมฝั่งทะเล) เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ไป นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการลอยกระทง เป็นการบูชาพระแม่คงคาด้วย
มกราคม / หัวใจของเธอคือแผ่นศิลาของแท้หัวใจของเธอหนักแน่นเป็นแผ่นศิลาที่ยืนหยัดอย่างมั่นคง ไม่หวั่นไหวทั้งลม ฝนและแดดแผดเผา เธอมีลูกอึดต่อความรักจนน่ายกย่อง พร้อมจะรอคอยใครบางคนของเธอ ด้วยความอดทนอย่าง สูง (โอ้โห...) แม้ว่าเค้าอาจจะไปกิ๊กคนอื่น โดยเธอเป็นคนแอบรักเขาข้างเดียว เธอก็จะแอบรักต่อไปและเป็นเวลาที่นานมากๆ จนถูกคนอื่นมองว่าเธอบ้ารักคนเดียว อุปสรรคทั้งหลายจึงดูเป็นเรื่องขี้แมลงวันสำหรับหัวใจแกร่งรักอย่างเธอ
กุมภาพันธ์ / หัวใจของเธอติดสปริงดึ๋งดั๋งหัวใจเธอเหมือนติดสปริงชั้นดี มันพร้อมจะเด้งดึ๋งไปคนนู้นที คนนี้ที เธอจึงมักถูกเพื่อนๆ แอบเมาท์อยู่เป็นประจำ ในเรื่องของคนที่เข้ามากิ๊กกับเธอ (แต่ทำไงได้ ก้อคนมันเสน่ห์แรงอ่ะ) เธอ เป็นคนทำอะไรรวดเร็ว รวมถึงเรื่องความรักด้วย ทั้งตกหลุมรักอย่างว่องไว และถอนตัวอย่างว่องไว แน่นอนว่าเธอจะไม่ทนอยู่กับคนรักที่งี่เง่าเจ้าปัญหา และไม่ยอมทนอยู่กับความรักที่เต็มไปด้วยปัญหาปวดหมองแน่นอน
มีนาคม / เธอชอบให้คนรักเป็นลูกแมวเหมียวเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการเลือกคนรัก มองแวบเดียวเธอก็รู้ว่าเขาจะเป็นคนรักของเธอได้ดีแค่ไหน แต่ข้อเสียของเธอก็คือเมื่อเธอกิ๊กกับใคร เธอจะพยายามทำให้เขาเป็นลูกแมวเหมียว ที่เชื่องกับเธอ พูดอะไรก็ต้องเห็นดีตามเธอไปซะหมด การที่เธอทนต่ออุปสรรคแห่งความรักได้มากแค่ไหนนั้น จึงขึ้นอยู่กับเขาด้วยว่า เขาเป็นเด็กดีของเธอแค่ไหนกันด้วย
เมษายน / สับสนและอ่อนไหวตลอดกาลเธอได้ชื่อว่าเป็นผู้อ่อนไหวและสับสนในความรัก โดยเฉพาะถ้าคนรักของเธอไม่ให้ความสนใจกับเธอเท่าที่เธอต้องการหรือเรียกร้อง เธอจะแสนน้อยอกน้อยใจ โดยเก็บมันไว้อยู่ในอก (แล้วเขาจะนั่งญาณรู้ได้ไงล่ะเนี่ย) เธอจึงมักพบกับความว้าเหว่และความเหงาในความรักอยู่เสมอ การที่เธอจะทนต่อความรักที่มีปัญหาได้มากน้อยแค่ไหนนั้น จึงขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเธอในขณะนั้น เพราะเธอเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ
พฤษภาคม / รักนี้มีแต่ให้ เธอรักใครแล้วก้อพร้อมที่จะยอมให้จนหมดเนื้อหมดตัวเพื่อคนที่เธอรัก และเมื่อคนๆ นั้นของ เธอแสดงออกให้เธอเห็นว่าเขารักเธอมากแค่ไหน เธอก็จะยิ่งซาบซึ้งและเกิดอาการหลงใหลในตัวเขาอย่างที่สุด เธอยังแยกไม่ออกระหว่างความรักกับความสงสาร ความรักกับความหลง และความรักด้วยอารมณ์กับความรักด้วยเหตุผล ความรักของเธอจึงเจอะเจอปัญหาอยู่บ่อยครั้ง มิถุนายน / โปรดระวังรักแล้วเพี้ยนความรักที่เธอโคจรไปจอดป้าย stop นั้น มักจะเป็นความรักที่สวยสดงดงาม เต็มไปด้วยสีสันสนุกสนานสุด ๆ เธอจึงมองความรักเพียงแง่เดียว และเธอก็มักจะเกิดอาการ?? เพี้ยนเพราะความรักได้ทุกเวลา ดังนั้นหากความรักของเธอเกิดความวุ่นวายขึ้น ยากที่เธอจะควบคุมและจัดการกับมันให้สงบลงได้ เพราะเธอจะเป็นคนที่สติแตกเป็นคนแรกน่ะสิ
กรกฎาคม / ดวงทุกด้านผูกติดไว้กับดวงความรักเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องรักอีกคน เพื่อนๆ สามารถแบกน้ำตาใส่โอ่งมาปรึกษาปัญหาหัวใจ กับเธอ และยิ้มร่าพบทางสว่างกลับไปแทบทุกราย และสำหรับตัวเธอก็สามารถเลือกคู่กิ๊กได้เหมาะสมกับเธอดี และที่พิเศษแตกต่างจากคนอื่นๆ ดวงเกือบทุกดวงของเธอถูกผูกติดไว้กับดวงความรัก ถ้าความรักวูบเมื่อไร ดวงอื่นๆ ก็จะตะต่ำลงด้วย (หูย..อันตรายๆ)
สิงหาคม / ผู้ผ่านความรักมิใช่น้อยเธอไม่ต้องกลัวเลยว่าชีวิตนี้จะโชคร้ายได้อยู่เป็นโสด เพราะดวงของเธอชี้ชัดว่ายังไงซะเธอจะต้องเดินทางผ่านความรักไม่น้อยกว่า3 ครั้ง (โชกโชนและช่ำชอง อิอิ) แล้วจึงจะได้ร่อนการ์ด แต่งงาน เธอจึงจะมีประสบการณ์เรื่องความรักที่ไม่น้อยหน้าใครเลย ระดับความอดทนเพื่อเอาชนะอุปสรรคดานความรักของเธอก็มีอยู่มากทีเดียวแหละ
กันยายน / รักด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผลคนที่เธอจะเลือกเป็นคู่กิ๊กของเธอนั้น เธอจะเลือกด้วยความรู้สึกว่าโดนหรือไม่โดนเท่านั้น เหตุผลอื่นๆ ถูกลืมไปได้เลย เพศตรงข้ามที่ชวนให้เธออยากเป็นกิ๊กด้วย มักจะเป็นคนอารมณ์ละเอียดอ่อนบอบบางและอ่อนโยน และในทางตรงกันข้าม เธอจะไม่สามารถอดทนกับคนที่ชอบวางมาด บ้าอำนาจกับเธอ อ้อ..โอกาสที่เธอจะแต่งงานเร็วมี สูงด้วยนะ
ตุลาคม / รักคือสิทธิเสมอกันความรักสำหรับเธอคือสิทธิที่เท่าเทียมกันทั้งหญิงและชาย อย่าหวังจะให้เธอต้องคอยเดินตามก้นเขาฝ่ายเดียว หรือจะต้องน้อมรับแต่คำสั่งของเธอ ความรักที่เป็นอุปสรรคสำหรับเธอมากที่สุด คือความรักที่ขาดความเท่าเทียมและเสรีภาพ เธอจะไม่มีวันยอมถูกกดหัวได้ตลอดไป
พฤศจิกายน / ต้องการคนรักที่เป็นที่พึ่งทางใจเธอเป็นโรคโหยหาความรัก อยากมีกิ๊กมากกว่าที่เพื่อนๆ อยากจะมี กิ๊กของเธอนั้นคือคนที่มี ค่าต่อจิตใจเธอ ให้ความอบอุ่นเป็นที่พึ่งทางจิตใจได้เสมอ แต่อารมณ์ของเธอยังไม่ค่อยมั่นคงนัก ปัญหาหลักที่เกิดขึ้น เธอเองมักจะเป็นคนจุดไฟขึ้นมาซะเอง และไม่ค่อยสนใจที่จะดับมันซะด้วย เพราะเธอเข้าข่ายประเภทชอบเรียกร้องความสนใจซะด้วยอ่ะดิ
ธันวาคม / ผู้มีเสน่ห์อันร้ายกาจเสน่ห์ของเธอมีอานุภาพรุนแรงทั้งต่อเพศตรงข้ามและเพศเดียวกัน (โอ้...น่าสนใจๆ) ที่พากันกิ๊กในนิสัยใจคอของเธอ รู้แล้วยืดอกได้เลยว่า ความเป็นตัวของตัวเองอย่างที่เธอเป็นอยู่ คือน้ำหอมที่ใครๆ ก็ยอมให้ใจ ถ้าได้คลุกคลีอยู่ใกล้ๆ เธอ ข้อแนะนำสำหรับเธอคือ อย่ากิ๊กกับใครด้วยแรงเชียร์ของคนอื่น เธอจะต้องหาเองและเลือกเอง แล้วปัญหารักใดๆ เธอก็จะฝ่าไปได้แน่นอน
กุมภาพันธ์ / หัวใจของเธอติดสปริงดึ๋งดั๋งหัวใจเธอเหมือนติดสปริงชั้นดี มันพร้อมจะเด้งดึ๋งไปคนนู้นที คนนี้ที เธอจึงมักถูกเพื่อนๆ แอบเมาท์อยู่เป็นประจำ ในเรื่องของคนที่เข้ามากิ๊กกับเธอ (แต่ทำไงได้ ก้อคนมันเสน่ห์แรงอ่ะ) เธอ เป็นคนทำอะไรรวดเร็ว รวมถึงเรื่องความรักด้วย ทั้งตกหลุมรักอย่างว่องไว และถอนตัวอย่างว่องไว แน่นอนว่าเธอจะไม่ทนอยู่กับคนรักที่งี่เง่าเจ้าปัญหา และไม่ยอมทนอยู่กับความรักที่เต็มไปด้วยปัญหาปวดหมองแน่นอน
มีนาคม / เธอชอบให้คนรักเป็นลูกแมวเหมียวเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการเลือกคนรัก มองแวบเดียวเธอก็รู้ว่าเขาจะเป็นคนรักของเธอได้ดีแค่ไหน แต่ข้อเสียของเธอก็คือเมื่อเธอกิ๊กกับใคร เธอจะพยายามทำให้เขาเป็นลูกแมวเหมียว ที่เชื่องกับเธอ พูดอะไรก็ต้องเห็นดีตามเธอไปซะหมด การที่เธอทนต่ออุปสรรคแห่งความรักได้มากแค่ไหนนั้น จึงขึ้นอยู่กับเขาด้วยว่า เขาเป็นเด็กดีของเธอแค่ไหนกันด้วย
เมษายน / สับสนและอ่อนไหวตลอดกาลเธอได้ชื่อว่าเป็นผู้อ่อนไหวและสับสนในความรัก โดยเฉพาะถ้าคนรักของเธอไม่ให้ความสนใจกับเธอเท่าที่เธอต้องการหรือเรียกร้อง เธอจะแสนน้อยอกน้อยใจ โดยเก็บมันไว้อยู่ในอก (แล้วเขาจะนั่งญาณรู้ได้ไงล่ะเนี่ย) เธอจึงมักพบกับความว้าเหว่และความเหงาในความรักอยู่เสมอ การที่เธอจะทนต่อความรักที่มีปัญหาได้มากน้อยแค่ไหนนั้น จึงขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเธอในขณะนั้น เพราะเธอเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ
พฤษภาคม / รักนี้มีแต่ให้ เธอรักใครแล้วก้อพร้อมที่จะยอมให้จนหมดเนื้อหมดตัวเพื่อคนที่เธอรัก และเมื่อคนๆ นั้นของ เธอแสดงออกให้เธอเห็นว่าเขารักเธอมากแค่ไหน เธอก็จะยิ่งซาบซึ้งและเกิดอาการหลงใหลในตัวเขาอย่างที่สุด เธอยังแยกไม่ออกระหว่างความรักกับความสงสาร ความรักกับความหลง และความรักด้วยอารมณ์กับความรักด้วยเหตุผล ความรักของเธอจึงเจอะเจอปัญหาอยู่บ่อยครั้ง มิถุนายน / โปรดระวังรักแล้วเพี้ยนความรักที่เธอโคจรไปจอดป้าย stop นั้น มักจะเป็นความรักที่สวยสดงดงาม เต็มไปด้วยสีสันสนุกสนานสุด ๆ เธอจึงมองความรักเพียงแง่เดียว และเธอก็มักจะเกิดอาการ?? เพี้ยนเพราะความรักได้ทุกเวลา ดังนั้นหากความรักของเธอเกิดความวุ่นวายขึ้น ยากที่เธอจะควบคุมและจัดการกับมันให้สงบลงได้ เพราะเธอจะเป็นคนที่สติแตกเป็นคนแรกน่ะสิ
กรกฎาคม / ดวงทุกด้านผูกติดไว้กับดวงความรักเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องรักอีกคน เพื่อนๆ สามารถแบกน้ำตาใส่โอ่งมาปรึกษาปัญหาหัวใจ กับเธอ และยิ้มร่าพบทางสว่างกลับไปแทบทุกราย และสำหรับตัวเธอก็สามารถเลือกคู่กิ๊กได้เหมาะสมกับเธอดี และที่พิเศษแตกต่างจากคนอื่นๆ ดวงเกือบทุกดวงของเธอถูกผูกติดไว้กับดวงความรัก ถ้าความรักวูบเมื่อไร ดวงอื่นๆ ก็จะตะต่ำลงด้วย (หูย..อันตรายๆ)
สิงหาคม / ผู้ผ่านความรักมิใช่น้อยเธอไม่ต้องกลัวเลยว่าชีวิตนี้จะโชคร้ายได้อยู่เป็นโสด เพราะดวงของเธอชี้ชัดว่ายังไงซะเธอจะต้องเดินทางผ่านความรักไม่น้อยกว่า3 ครั้ง (โชกโชนและช่ำชอง อิอิ) แล้วจึงจะได้ร่อนการ์ด แต่งงาน เธอจึงจะมีประสบการณ์เรื่องความรักที่ไม่น้อยหน้าใครเลย ระดับความอดทนเพื่อเอาชนะอุปสรรคดานความรักของเธอก็มีอยู่มากทีเดียวแหละ
กันยายน / รักด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผลคนที่เธอจะเลือกเป็นคู่กิ๊กของเธอนั้น เธอจะเลือกด้วยความรู้สึกว่าโดนหรือไม่โดนเท่านั้น เหตุผลอื่นๆ ถูกลืมไปได้เลย เพศตรงข้ามที่ชวนให้เธออยากเป็นกิ๊กด้วย มักจะเป็นคนอารมณ์ละเอียดอ่อนบอบบางและอ่อนโยน และในทางตรงกันข้าม เธอจะไม่สามารถอดทนกับคนที่ชอบวางมาด บ้าอำนาจกับเธอ อ้อ..โอกาสที่เธอจะแต่งงานเร็วมี สูงด้วยนะ
ตุลาคม / รักคือสิทธิเสมอกันความรักสำหรับเธอคือสิทธิที่เท่าเทียมกันทั้งหญิงและชาย อย่าหวังจะให้เธอต้องคอยเดินตามก้นเขาฝ่ายเดียว หรือจะต้องน้อมรับแต่คำสั่งของเธอ ความรักที่เป็นอุปสรรคสำหรับเธอมากที่สุด คือความรักที่ขาดความเท่าเทียมและเสรีภาพ เธอจะไม่มีวันยอมถูกกดหัวได้ตลอดไป
พฤศจิกายน / ต้องการคนรักที่เป็นที่พึ่งทางใจเธอเป็นโรคโหยหาความรัก อยากมีกิ๊กมากกว่าที่เพื่อนๆ อยากจะมี กิ๊กของเธอนั้นคือคนที่มี ค่าต่อจิตใจเธอ ให้ความอบอุ่นเป็นที่พึ่งทางจิตใจได้เสมอ แต่อารมณ์ของเธอยังไม่ค่อยมั่นคงนัก ปัญหาหลักที่เกิดขึ้น เธอเองมักจะเป็นคนจุดไฟขึ้นมาซะเอง และไม่ค่อยสนใจที่จะดับมันซะด้วย เพราะเธอเข้าข่ายประเภทชอบเรียกร้องความสนใจซะด้วยอ่ะดิ
ธันวาคม / ผู้มีเสน่ห์อันร้ายกาจเสน่ห์ของเธอมีอานุภาพรุนแรงทั้งต่อเพศตรงข้ามและเพศเดียวกัน (โอ้...น่าสนใจๆ) ที่พากันกิ๊กในนิสัยใจคอของเธอ รู้แล้วยืดอกได้เลยว่า ความเป็นตัวของตัวเองอย่างที่เธอเป็นอยู่ คือน้ำหอมที่ใครๆ ก็ยอมให้ใจ ถ้าได้คลุกคลีอยู่ใกล้ๆ เธอ ข้อแนะนำสำหรับเธอคือ อย่ากิ๊กกับใครด้วยแรงเชียร์ของคนอื่น เธอจะต้องหาเองและเลือกเอง แล้วปัญหารักใดๆ เธอก็จะฝ่าไปได้แน่นอน
14 สิงหา 2669 วันโลกาวินาศ..
คนโบราณเชื่อว่าทุกครั้งที่ดาวหางปรากฏ สงครามจะเกิด ภูเขาไฟจะระเบิด และโรคร้ายจะระบาด ฯลฯ ปราชญ์ Aristotle ได้เคยกล่าวไว้ว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์ ที่ได้ท่วมทำลายมหานคร Helice และ Bura ของกรีกโบราณนั้นเกิดขึ้นเมื่อดาวหางปรากฏ คัมภีร์ไบเบิลก็ได้บันทึกว่า ก่อนที่นคร Sodom และ Gomorah จะถูกพระเจ้าทำลาย ผู้คนในเมืองก็ได้เห็นดาวหางปรากฏบนฟ้าเช่นกัน และเมื่อดาวหางโผล่ในปีที่จักรพรรดิ Attila Valerian และ Caesar เสด็จสวรรคต ชาวบ้านก็ยิ่งปักใจเชื่อว่า ดาวหางกับการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ เป็นของคู่กัน
ส่วนในประเทศญี่ปุ่นนั้น องค์จักรพรรดิ์จะทรงมีพระราชบัญชาให้นักบวชประจำราชสำนักทำพิธีบวงสรวงขอความปรานีจากพระผู้เป็นเจ้าเวลาดาวหางโผล่ และจะทรงห้ามประชาชนมิให้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจนกว่าดาวหางจะลับหายไป จักรพรรดิ์ญี่ปุ่นพระองค์หนึ่งได้ทรงหวาดกลัวดาวหางมาก ถึงกับทรงสละราชบัลลังก์ เมื่อมีดาวหางปรากฎในรัชสมัยของพระองค์
เมื่อวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าขึ้น ผู้คนก็ชักจะเริ่มสงสัยในความเชื่อที่ว่าดาวหางเป็นดาวอัปมงคล จักรพรรดิ์ Nepoleon ซึ่งประสูติในปีที่ดาวหางปรากฏ ได้ทรงประกาศว่า ดาวหางคือสัญญาณจากพระเจ้าที่ทรงกำหนดมาให้พระองค์ได้เป็นกษัตริย์ปกครองประเทศรัสเซีย (พระองค์ไม่ได้เป็น)
ถึงแม้ว่าคนส่วนมาก จะรู้สึกผวากลัว เมื่อเห็นดาวหาง แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกยินดีเป็นที่ยิ่งเมื่อเห็นดาวหาง เขาเหล่านั้นคือบุคคลที่เห็นดาวหางเป็นคนแรก ประเพณีกำหนดไว้ว่า ใครที่เห็นดาวหางดวงที่ยังไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ชื่อของเขาจะเป็นชื่อของดาวหางดวงนั้นทันที ดาวหางจึงมีชื่อต่างๆ นานา เช่น Al Asaki, Kohoutek และ Austin เป็นต้น
ในปี พ.ศ. 2371 นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน ชื่อ W. Olbers ได้คำนวณว่าดาวหาง Biela จะโคจรผ่านโลกในระยะใกล้มาก ฝุ่นละอองจากดาวจะทำให้อากาศบนโลกเป็นพิษ คนทั่วไปเมื่อได้ยิน ได้ฟังคำพยากรณ์นี้ได้รู้สึกตื่นกลัวว่า Biela จะชนโลก แต่เมื่อ D. Arago นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้คำนวณทางโคจรของ Biela ใหม่ และพบว่าระยะใกล้ที่ว่านั้นคือ 80 ล้านกิโลเมตร ผู้คนที่เคยใจหายก็เริ่มหายใจได้เป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2405 นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันสองท่านคือ L. Swift และ H. Tuttle ได้เห็นดาวหางดวงใหม่ และขณะนี้ดาวหาง Swift-Tuttle กำลังผ่านใกล้โลกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2541 B. Marsden แห่ง Haward-Smithsonian Center for Astrophysics ได้พยากรณ์ว่า Swift-Tuttle ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 กิโลเมตร อาจจะชนโลก ในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2669 ซึ่งเป็นเวลาที่ Swift-Tuttle จะโคจรกลับมาใกล้โลกอีกครั้ง และโอกาสการตูมกันกลางอวกาศจะเป็น 0.01%
หาก Swift-Tuttle ชนโลกจริงๆ แรงปะทะจะทำให้เกิดการระเบิดที่รุนแรงเท่ากับการระเบิดพร้อมๆ กันของการระเบิดปรมาณู 1 ล้านลูก ฝุ่นละออง และควันจะฟุ้งกระจายบดบังแสงอาทิตย์จากเบื้องบนนานเป็นปี พืชและสัตว์จะพากันล้มตาย และสูญพันธุ์ไปถึงไม่หมดก็เกือบหมด
Marsden ได้เรียกร้อง ให้นักดาราศาสตร์ทั่วโลก จับตาดูดาวหางดวงนี้แบบตาอย่ากระพริบ เพื่อตรวจดูตำแหน่งและทิศทางการโคจรของมัน หากคำพยากรณ์ของเขาถูก เราก็จะต้องยิงจรวดนำปรมาณู ไปถล่มทลายดาวหางดวงนี้ ก่อนที่มันจะถล่มเรา
แต่ผมว่าเขา จะคำนวณผิดเสียมากกว่า เพราะการทำนายเหตุการณ์ต่างๆ ล่วงหน้าตั้ง 134 ปี ให้ถูก โดยที่ข้อมูล และรายละเอียดต่างๆ ของปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ไว้วางใจไม่ได้นั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ถูกต้องยาก ไม่เชื่อ คุณก็คอยดู
ส่วนในประเทศญี่ปุ่นนั้น องค์จักรพรรดิ์จะทรงมีพระราชบัญชาให้นักบวชประจำราชสำนักทำพิธีบวงสรวงขอความปรานีจากพระผู้เป็นเจ้าเวลาดาวหางโผล่ และจะทรงห้ามประชาชนมิให้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจนกว่าดาวหางจะลับหายไป จักรพรรดิ์ญี่ปุ่นพระองค์หนึ่งได้ทรงหวาดกลัวดาวหางมาก ถึงกับทรงสละราชบัลลังก์ เมื่อมีดาวหางปรากฎในรัชสมัยของพระองค์
เมื่อวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าขึ้น ผู้คนก็ชักจะเริ่มสงสัยในความเชื่อที่ว่าดาวหางเป็นดาวอัปมงคล จักรพรรดิ์ Nepoleon ซึ่งประสูติในปีที่ดาวหางปรากฏ ได้ทรงประกาศว่า ดาวหางคือสัญญาณจากพระเจ้าที่ทรงกำหนดมาให้พระองค์ได้เป็นกษัตริย์ปกครองประเทศรัสเซีย (พระองค์ไม่ได้เป็น)
ถึงแม้ว่าคนส่วนมาก จะรู้สึกผวากลัว เมื่อเห็นดาวหาง แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกยินดีเป็นที่ยิ่งเมื่อเห็นดาวหาง เขาเหล่านั้นคือบุคคลที่เห็นดาวหางเป็นคนแรก ประเพณีกำหนดไว้ว่า ใครที่เห็นดาวหางดวงที่ยังไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ชื่อของเขาจะเป็นชื่อของดาวหางดวงนั้นทันที ดาวหางจึงมีชื่อต่างๆ นานา เช่น Al Asaki, Kohoutek และ Austin เป็นต้น
ในปี พ.ศ. 2371 นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน ชื่อ W. Olbers ได้คำนวณว่าดาวหาง Biela จะโคจรผ่านโลกในระยะใกล้มาก ฝุ่นละอองจากดาวจะทำให้อากาศบนโลกเป็นพิษ คนทั่วไปเมื่อได้ยิน ได้ฟังคำพยากรณ์นี้ได้รู้สึกตื่นกลัวว่า Biela จะชนโลก แต่เมื่อ D. Arago นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้คำนวณทางโคจรของ Biela ใหม่ และพบว่าระยะใกล้ที่ว่านั้นคือ 80 ล้านกิโลเมตร ผู้คนที่เคยใจหายก็เริ่มหายใจได้เป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2405 นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันสองท่านคือ L. Swift และ H. Tuttle ได้เห็นดาวหางดวงใหม่ และขณะนี้ดาวหาง Swift-Tuttle กำลังผ่านใกล้โลกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2541 B. Marsden แห่ง Haward-Smithsonian Center for Astrophysics ได้พยากรณ์ว่า Swift-Tuttle ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 กิโลเมตร อาจจะชนโลก ในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2669 ซึ่งเป็นเวลาที่ Swift-Tuttle จะโคจรกลับมาใกล้โลกอีกครั้ง และโอกาสการตูมกันกลางอวกาศจะเป็น 0.01%
หาก Swift-Tuttle ชนโลกจริงๆ แรงปะทะจะทำให้เกิดการระเบิดที่รุนแรงเท่ากับการระเบิดพร้อมๆ กันของการระเบิดปรมาณู 1 ล้านลูก ฝุ่นละออง และควันจะฟุ้งกระจายบดบังแสงอาทิตย์จากเบื้องบนนานเป็นปี พืชและสัตว์จะพากันล้มตาย และสูญพันธุ์ไปถึงไม่หมดก็เกือบหมด
Marsden ได้เรียกร้อง ให้นักดาราศาสตร์ทั่วโลก จับตาดูดาวหางดวงนี้แบบตาอย่ากระพริบ เพื่อตรวจดูตำแหน่งและทิศทางการโคจรของมัน หากคำพยากรณ์ของเขาถูก เราก็จะต้องยิงจรวดนำปรมาณู ไปถล่มทลายดาวหางดวงนี้ ก่อนที่มันจะถล่มเรา
แต่ผมว่าเขา จะคำนวณผิดเสียมากกว่า เพราะการทำนายเหตุการณ์ต่างๆ ล่วงหน้าตั้ง 134 ปี ให้ถูก โดยที่ข้อมูล และรายละเอียดต่างๆ ของปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ไว้วางใจไม่ได้นั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ถูกต้องยาก ไม่เชื่อ คุณก็คอยดู
ศิลปกรรมศาสตร์ ห้องล้างรูป - ว่ากันว่าห้องล้างรูปรวมของศิลปกรรมน่ากลัวที่สุด นอกจากเรื่องเห็นขาแกว่งแล้ว ยังมีแสงลูกไฟสีต่างๆ แวบไปแวบมาในห้องล้างรูปอีกด้วย (ซึ่งห้องล้างรูปจะต้องมืดหรืออาจให้มีแสงสีแดงได้สีเดียว) บางทีก็มีเสียงเก้าอี้นั่งรอล้างรูปดังอี๊ดอ๊าด ทั้งๆ ที่ไม่มีคนนั่งรอ หรือนิสิตบางคน ได้ยินเสียงคนตบแท็งค์น้ำในห้องล้างรูปทั้งๆ ที่ไม่มีคนอื่นในห้อง ว่ากันว่านิสิตขอให้คณะย้ายห้องหลายครั้งแต่คณะไม่มีงบฯ อันนี้เป็นข้อมูลหลายปีแล้ว ไม่รู้ป่านนี้ย้ายห้องหรือยัง
อักษรศาสตร์ ห้องสมุด - ห้องสมุดที่ตึกเก่าของอักษร มีนิสิตชายคนหนึ่งไปอ่านหนังสือ เห็นนิสิตผู้หญิงที่นั่งตรงข้ามก้มหน้าอ่านหนังสือนานมากไม่เงยหน้าซะที เลยถามว่าเป็นอะไรรึเปล่า ผู้หญิงเลยเงยหน้าขึ้นมา ปรากฏว่า...ไม่มีหน้า วิทยาศาสตร์ ตึกชีววิทยาทางทะเล - ชั้น 4 หรือชั้น 5 ไม่รู้ นิสิตที่อยู่ดึกบอกว่าเห็นเงาคน และแสงไฟวูบวาบบ่อยมากทั้งที่ไม่มีคน ลิฟต์ก็ชอบเปิดชั้นนี้ทั้งที่ไม่มีคนกดเรียก
ห้องมืด (ห้องล้างฟิล์ม) ของคณะนิเทศศาสตร์ - เรื่องมีอยู่ว่า....เมื่อก่อนมีรุ่นพี่คนหนึ่งได้เข้าไปล้างฟิลม์ในห้องนี้ แล้วไม่ได้กลับออกมาอีกเลย....มีคนเข้าไปหาตั้งหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่มีใครพบ...ได้มีนิสิตรุ่นน้องต่อๆ มาเล่าให้ฟังว่า ...ยังมี เรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นอีก เช่น มีนิสิตได้เข้าไปล้างฟิลม์ในห้องนี้ ขณะที่เข้าไปนั้นก็คิดว่าตนนั้นเข้าไปกับเพื่อน ก็มีการพูดคุยกัน แต่ไม่ได้ยินเสียงตอบจากเพื่อน...บอกให้หยิบของส่งให้ ก็มีคนหยิบส่งให้.....แต่พอออกมาเห็นเพื่อนของตนอยู่นอกห้อง จึงได้รู้ว่า ตนเข้าคนเดียว......แล้วใครล่ะที่เป็นคนหยิบของส่งให้.......ยังคงเป็นปริศนาอยู่
ทางเดินระหว่างตึกของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ - ทางเดินที่ว่านี้ มีประวัติอยู่ว่า สมัยก่อนมีสามีภรรยานักการของคณะสถาปัตย์ได้ทะเลาะกัน .....ฝ่ายภรรยาได้เอาปืนยิงสามีจนเสียชีวิต ...เลือดสาดไปทั่วหน้าห้องทางเดินนี้........ ต่อมาเมื่อทาง คณะได้มีการปรับปรุงพื้นชั้นหนึ่งได้มีการเทปูนไว้ แต่.......มีเฉพาะหน้าห้องนี้เท่านั้นที่ไม่ยอมแห้ง ทิ้งไว้นานสักเท่าไรก็ไม่ยอมแห้ง ....ทางคณะจึงต้องปูไม้กระดานทับไว้อย่าที่เห็นกันทุกวันนี้....
ห้อง 415 หอพักนิสิตหญิงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - เล่ากันว่าถ้าหากวันไหนตื่นขึ้นมาตอนดึกๆ คนที่ตื่นขึ้นมาจะเห็นผู้หญิงใส่ชุดไทยมายืนอยู่ที่ปลายเตียง
ไม่รู้จริงมั้ย
ต้องลองถามพี่นิสิตจุฬาลงกรร์ฯเเล้วล่ะพี่นิสิตเคยเจอรึเปล่านะ ????????????
เพื่อนล่ะเชื่อมั้ย???????
อักษรศาสตร์ ห้องสมุด - ห้องสมุดที่ตึกเก่าของอักษร มีนิสิตชายคนหนึ่งไปอ่านหนังสือ เห็นนิสิตผู้หญิงที่นั่งตรงข้ามก้มหน้าอ่านหนังสือนานมากไม่เงยหน้าซะที เลยถามว่าเป็นอะไรรึเปล่า ผู้หญิงเลยเงยหน้าขึ้นมา ปรากฏว่า...ไม่มีหน้า วิทยาศาสตร์ ตึกชีววิทยาทางทะเล - ชั้น 4 หรือชั้น 5 ไม่รู้ นิสิตที่อยู่ดึกบอกว่าเห็นเงาคน และแสงไฟวูบวาบบ่อยมากทั้งที่ไม่มีคน ลิฟต์ก็ชอบเปิดชั้นนี้ทั้งที่ไม่มีคนกดเรียก
ห้องมืด (ห้องล้างฟิล์ม) ของคณะนิเทศศาสตร์ - เรื่องมีอยู่ว่า....เมื่อก่อนมีรุ่นพี่คนหนึ่งได้เข้าไปล้างฟิลม์ในห้องนี้ แล้วไม่ได้กลับออกมาอีกเลย....มีคนเข้าไปหาตั้งหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่มีใครพบ...ได้มีนิสิตรุ่นน้องต่อๆ มาเล่าให้ฟังว่า ...ยังมี เรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นอีก เช่น มีนิสิตได้เข้าไปล้างฟิลม์ในห้องนี้ ขณะที่เข้าไปนั้นก็คิดว่าตนนั้นเข้าไปกับเพื่อน ก็มีการพูดคุยกัน แต่ไม่ได้ยินเสียงตอบจากเพื่อน...บอกให้หยิบของส่งให้ ก็มีคนหยิบส่งให้.....แต่พอออกมาเห็นเพื่อนของตนอยู่นอกห้อง จึงได้รู้ว่า ตนเข้าคนเดียว......แล้วใครล่ะที่เป็นคนหยิบของส่งให้.......ยังคงเป็นปริศนาอยู่
ทางเดินระหว่างตึกของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ - ทางเดินที่ว่านี้ มีประวัติอยู่ว่า สมัยก่อนมีสามีภรรยานักการของคณะสถาปัตย์ได้ทะเลาะกัน .....ฝ่ายภรรยาได้เอาปืนยิงสามีจนเสียชีวิต ...เลือดสาดไปทั่วหน้าห้องทางเดินนี้........ ต่อมาเมื่อทาง คณะได้มีการปรับปรุงพื้นชั้นหนึ่งได้มีการเทปูนไว้ แต่.......มีเฉพาะหน้าห้องนี้เท่านั้นที่ไม่ยอมแห้ง ทิ้งไว้นานสักเท่าไรก็ไม่ยอมแห้ง ....ทางคณะจึงต้องปูไม้กระดานทับไว้อย่าที่เห็นกันทุกวันนี้....
ห้อง 415 หอพักนิสิตหญิงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - เล่ากันว่าถ้าหากวันไหนตื่นขึ้นมาตอนดึกๆ คนที่ตื่นขึ้นมาจะเห็นผู้หญิงใส่ชุดไทยมายืนอยู่ที่ปลายเตียง
ไม่รู้จริงมั้ย
ต้องลองถามพี่นิสิตจุฬาลงกรร์ฯเเล้วล่ะพี่นิสิตเคยเจอรึเปล่านะ ????????????
เพื่อนล่ะเชื่อมั้ย???????
บินได้แค่บอกสั่ง
ของใช้วันนี้ พี่มิ้งขอพาไปพบกับของเล่นกันบ้าง ความฝันในวัยเด็กของหนุ่มๆ จำนวนไม่น้อย ที่อยากโตขึ้นเป็นนักขับเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์ ด้วยความเท่แบบสุดๆ แถมได้บินอยู่บนท้องฟ้า มองลงมาเห็นวิวบนโลกสวยงาม
แต่ชีวิตจริง หนุ่มๆ ทั้งหลายอาจลืมความฝันนี้ไป ด้วยเหตุผลแห่งความจริงที่ว่า การขับเครื่องบินมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ใครๆ ก็สามารถขับได้ ดังนั้นของเล่นแก็เหงา ที่ทำให้เราสนุกสนานได้ขอเป็นเครื่องบินบังคับวิทยุก็พอแล้ว
Voice Command Heli R/C Helicopter ต่างจากเฮลิคอปเตอร์บังคับวิทยุปกติ ที่จะควบคุมได้ไม่มาก ขึ้นๆ ลงๆ ซ้ายขวา ซ้ายขวา ธรรมดากันไป แต่หากเป็นเฮลิคอปเตอร์บังคับวิทยุรุ่นนี้ สามารถสั่งการด้วยเสียงได้ด้วย!!
ของเล่นที่เพิ่มระบบเสมือนจริงนี้เข้าไป เพื่อสร้างอรรถรถให้กับผู้เล่น โดยสามารถสั่งการเป็นภาษาอังกฤษได้ทั้งหมด 4 คำสั่ง ผ่านไมโครโฟนที่เหน็บหู โดยการพูดว่า
Engine Start : สตาร์ทเครื่อง Up : บินขั้น Down : บินลง Engines Off : ดับเครื่อง
ทำให้เราสามารถบงการได้อย่างใจ ทั้งๆ ที่ไม่ต้องแตะต้องเครื่องบังคับเลยก็ยังได้ เจ้าเฮลิคอปเตอร์นี้ จะมีใบพัด 2 ชั้น จะช่วยเรื่องระบายความร้อนได้ดีแล้ว ยังต่อเชื่อมกับระบบเซ็นเซอร์ป้องกันไม่ให้ใบพัดไปชนเข้ากับสิ่งกีดขวางด้านบนอีกด้วย
มีให้เลือก 2 สี สีฟ้าและสีลายพรางสำหรับคนชอบเทรนด์ทหาร เป็นของเล่นเพลินๆ หรือใครเปรี้ยวจะเอาไปเป็นของแกล้งเพื่อน ระบบสั่งการเสียงก็น่าสนใจไม่เบาเลยนะเนี่ย หึๆ
แต่ชีวิตจริง หนุ่มๆ ทั้งหลายอาจลืมความฝันนี้ไป ด้วยเหตุผลแห่งความจริงที่ว่า การขับเครื่องบินมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ใครๆ ก็สามารถขับได้ ดังนั้นของเล่นแก็เหงา ที่ทำให้เราสนุกสนานได้ขอเป็นเครื่องบินบังคับวิทยุก็พอแล้ว
Voice Command Heli R/C Helicopter ต่างจากเฮลิคอปเตอร์บังคับวิทยุปกติ ที่จะควบคุมได้ไม่มาก ขึ้นๆ ลงๆ ซ้ายขวา ซ้ายขวา ธรรมดากันไป แต่หากเป็นเฮลิคอปเตอร์บังคับวิทยุรุ่นนี้ สามารถสั่งการด้วยเสียงได้ด้วย!!
ของเล่นที่เพิ่มระบบเสมือนจริงนี้เข้าไป เพื่อสร้างอรรถรถให้กับผู้เล่น โดยสามารถสั่งการเป็นภาษาอังกฤษได้ทั้งหมด 4 คำสั่ง ผ่านไมโครโฟนที่เหน็บหู โดยการพูดว่า
Engine Start : สตาร์ทเครื่อง Up : บินขั้น Down : บินลง Engines Off : ดับเครื่อง
ทำให้เราสามารถบงการได้อย่างใจ ทั้งๆ ที่ไม่ต้องแตะต้องเครื่องบังคับเลยก็ยังได้ เจ้าเฮลิคอปเตอร์นี้ จะมีใบพัด 2 ชั้น จะช่วยเรื่องระบายความร้อนได้ดีแล้ว ยังต่อเชื่อมกับระบบเซ็นเซอร์ป้องกันไม่ให้ใบพัดไปชนเข้ากับสิ่งกีดขวางด้านบนอีกด้วย
มีให้เลือก 2 สี สีฟ้าและสีลายพรางสำหรับคนชอบเทรนด์ทหาร เป็นของเล่นเพลินๆ หรือใครเปรี้ยวจะเอาไปเป็นของแกล้งเพื่อน ระบบสั่งการเสียงก็น่าสนใจไม่เบาเลยนะเนี่ย หึๆ
9 วิธี “ทำอย่างไร...ถึงจะไม่หลับคาโต๊ะกวดวิชา”
1. ถ้ารู้ว่าตัวเองต้องเข้าเรียนแต่เช้า : ก็อย่าดูหนังดูละครจนดึกเกินสี่หรือห้าทุ่ม เพราะเวลานอนที่ขาดไปมันมักจะมาเอาคืนช่วงเรียนพิเศษที่มีอาจารย์ในดีวีดีมากล่อมเสมอ ข้อนี้สำคัญมาก เพราะหากนอนดึกแล้ว ก็ไม่มีวิธีไหนที่จะมาทำให้เราหายง่วงได้ นอกจากไปกินกระทิงแดง (แต่ก็ไม่แนะนำว่าไม่ดีต่อสุขภาพ)
2. พกขนมหรือน้ำเข้าไปด้วย : แต่ !!! ห้ามกินตั้งแต่เริ่มเรียน เพราะจะทำให้ง่วงง่ายมากกกกก ให้กินเมื่อเริ่มง่วงเท่านั้น (บางทีลองซื้อขนมที่เวลาแกะแล้วเสียงดังๆ เพราะเวลาแกะขนมนั้นจะทำให้เราตื่นเต้นและกลัวว่าคนข้างๆ จะด่า (มันมีวิธีอย่างนี้ด้วยเรอะ) ทำให้ตาสว่าง แต่ถึงอย่างไร ถ้าคิดว่าจะรบกวนคนข้างๆ ละก็ ก็ให้ซื้อขนมจุกจิกเล็กๆน้อยๆไปแทน) เมื่อหายง่วงก็ให้หยุดกินแล้วตั้งใจเรียนต่อไปซะ
3. อุปกรณ์สำหรับเรียนกวดวิชา : สำคัญนะคะ เพราะเวลาเราง่วงๆ ก็หยิบปากกาสี หรือพวกไฮไลท์มาวาดๆ เขียนในหนังสือให้มันคัลเลอร์ฟูลไปเลย แต่อย่าทำให้เลอะเทอะไป เพราะเวลาทบทวนหนังสืออาจจะทำให้เรามึนได้ ให้วาดๆ เขียนๆ ด้านหลังหนังสือก็ได้ หรือไม่ก็เวลาอาจารย์ให้เน้นอะไรก็ใส่สีให้พอสวยงามก็ทำให้เราหายง่วงได้เช่นกันค่ะ แต่ถึงยังไงก็ต้องตั้งใจฟังอาจารย์อย่ามัวแต่วาดเพลินนะคะ
4. ฝึกจินตนาการผ่านกวดวิชา : ลองมองดูอาจารย์สอนกวดวิชาสิคะ ท่านจะมีอะไรให้เราได้จินตนาการไปเรื่อยเปื่อยอยู่เสมอ ตั้งแต่คำพูดติดปากของอาจารย์ สีเสื้อผ้า ทรงผม เสียงหัวเราะของอาจารย์ บางที...มุขฝืดๆของอาจารย์ก็ช่วยพวกเราจากความง่วงงันได้เหมือนกันนะ
5. สำหรับคนที่ชอบหลับคาโต๊ะกวดวิชา : เราขอแนะนำ!! ให้ลองก้มลงไปนอนโต๊ะคนอื่นดูค่ะ (หา!!) แล้วจะไม่ง่วงอีกเลย (แต่จะได้เบ้าตาหมีแพนด้ามาแทน ...อ้าว)
6. ตั้งใจฟังอาจารย์ : เรียนให้เต็มที่ คำนวณอะไรก็คิดๆๆๆๆๆ คิดผิดก็คิดมันไป อาจารย์เฉลยว่าผิดแล้วก็ลบแอบๆ หน่อย (อายคนข้างๆ) พอเวลาคำนวณถูกก็เปิดมันเลย! ดูเส่ะๆพวกหล่อน ฉันคิดถูก ว่ะฮ่าๆๆๆ
7. สำหรับคนที่กินขนมแล้วชอบหลับ : แนะนำค่ะ ลูกอมรสเปรี้ยวๆ กินแล้วตื่นเต็มตาเลยค่ะ (แต่ถ้ากินบ่อยๆอาจทำให้คุณชินและหลับได้แม้กระทั้งในปากเปรี้ยวจี้ด) หรือไม่ก็ลูกอมมิ้นท์เย็นๆ แบบว่าเย็นสุดขั้ว กินแล้วเย็นไปถึงรูขุมขนได้ยิ่งดี นั่นจะทำให้คุณตื่น (แต่บางคนอาจจะหลับ) เรื่องลูกอมต้องค่อยๆลองไปสลับไปได้เรื่อยๆ ยิ่งดี วันนึงก็รสนึง อีกวันก็รสใหม่ จะทำให้เราไม่คุ้นและไม่ง่วง
8. หากเรียนไปแล้วเริ่มจะเข้าเฝ้าเทวดา : ให้นึกถึงเวลาที่ใกล้จะหมดสิคะ นั่นอาจจะทำให้รู้สึกลัลล้าและตื่นเต็มตาได้ แต่ถ้าหากเพิ่งจะเริ่มเรียนแล้วง่วงละก็ ลองไปล้างหน้าล้างตาดูนะคะ
9. บรรยากาศในห้องเรียน : เป็นส่วนหนึ่งทำให้เคลิ้มได้ บางทีก็เย็นจนปอดจะแข็งตาย บางทีก็ร้อนตับจะออกมานอกร่าง ขอแนะนำว่าให้ลองใจกล้าเดินไปบอกพี่ที่คุมเลยค่ะ ว่าร้อนหรือหนาว จะได้ไม่รู้สึกเคลิ้มหรือไม่เครียดขณะเรียน
2. พกขนมหรือน้ำเข้าไปด้วย : แต่ !!! ห้ามกินตั้งแต่เริ่มเรียน เพราะจะทำให้ง่วงง่ายมากกกกก ให้กินเมื่อเริ่มง่วงเท่านั้น (บางทีลองซื้อขนมที่เวลาแกะแล้วเสียงดังๆ เพราะเวลาแกะขนมนั้นจะทำให้เราตื่นเต้นและกลัวว่าคนข้างๆ จะด่า (มันมีวิธีอย่างนี้ด้วยเรอะ) ทำให้ตาสว่าง แต่ถึงอย่างไร ถ้าคิดว่าจะรบกวนคนข้างๆ ละก็ ก็ให้ซื้อขนมจุกจิกเล็กๆน้อยๆไปแทน) เมื่อหายง่วงก็ให้หยุดกินแล้วตั้งใจเรียนต่อไปซะ
3. อุปกรณ์สำหรับเรียนกวดวิชา : สำคัญนะคะ เพราะเวลาเราง่วงๆ ก็หยิบปากกาสี หรือพวกไฮไลท์มาวาดๆ เขียนในหนังสือให้มันคัลเลอร์ฟูลไปเลย แต่อย่าทำให้เลอะเทอะไป เพราะเวลาทบทวนหนังสืออาจจะทำให้เรามึนได้ ให้วาดๆ เขียนๆ ด้านหลังหนังสือก็ได้ หรือไม่ก็เวลาอาจารย์ให้เน้นอะไรก็ใส่สีให้พอสวยงามก็ทำให้เราหายง่วงได้เช่นกันค่ะ แต่ถึงยังไงก็ต้องตั้งใจฟังอาจารย์อย่ามัวแต่วาดเพลินนะคะ
4. ฝึกจินตนาการผ่านกวดวิชา : ลองมองดูอาจารย์สอนกวดวิชาสิคะ ท่านจะมีอะไรให้เราได้จินตนาการไปเรื่อยเปื่อยอยู่เสมอ ตั้งแต่คำพูดติดปากของอาจารย์ สีเสื้อผ้า ทรงผม เสียงหัวเราะของอาจารย์ บางที...มุขฝืดๆของอาจารย์ก็ช่วยพวกเราจากความง่วงงันได้เหมือนกันนะ
5. สำหรับคนที่ชอบหลับคาโต๊ะกวดวิชา : เราขอแนะนำ!! ให้ลองก้มลงไปนอนโต๊ะคนอื่นดูค่ะ (หา!!) แล้วจะไม่ง่วงอีกเลย (แต่จะได้เบ้าตาหมีแพนด้ามาแทน ...อ้าว)
6. ตั้งใจฟังอาจารย์ : เรียนให้เต็มที่ คำนวณอะไรก็คิดๆๆๆๆๆ คิดผิดก็คิดมันไป อาจารย์เฉลยว่าผิดแล้วก็ลบแอบๆ หน่อย (อายคนข้างๆ) พอเวลาคำนวณถูกก็เปิดมันเลย! ดูเส่ะๆพวกหล่อน ฉันคิดถูก ว่ะฮ่าๆๆๆ
7. สำหรับคนที่กินขนมแล้วชอบหลับ : แนะนำค่ะ ลูกอมรสเปรี้ยวๆ กินแล้วตื่นเต็มตาเลยค่ะ (แต่ถ้ากินบ่อยๆอาจทำให้คุณชินและหลับได้แม้กระทั้งในปากเปรี้ยวจี้ด) หรือไม่ก็ลูกอมมิ้นท์เย็นๆ แบบว่าเย็นสุดขั้ว กินแล้วเย็นไปถึงรูขุมขนได้ยิ่งดี นั่นจะทำให้คุณตื่น (แต่บางคนอาจจะหลับ) เรื่องลูกอมต้องค่อยๆลองไปสลับไปได้เรื่อยๆ ยิ่งดี วันนึงก็รสนึง อีกวันก็รสใหม่ จะทำให้เราไม่คุ้นและไม่ง่วง
8. หากเรียนไปแล้วเริ่มจะเข้าเฝ้าเทวดา : ให้นึกถึงเวลาที่ใกล้จะหมดสิคะ นั่นอาจจะทำให้รู้สึกลัลล้าและตื่นเต็มตาได้ แต่ถ้าหากเพิ่งจะเริ่มเรียนแล้วง่วงละก็ ลองไปล้างหน้าล้างตาดูนะคะ
9. บรรยากาศในห้องเรียน : เป็นส่วนหนึ่งทำให้เคลิ้มได้ บางทีก็เย็นจนปอดจะแข็งตาย บางทีก็ร้อนตับจะออกมานอกร่าง ขอแนะนำว่าให้ลองใจกล้าเดินไปบอกพี่ที่คุมเลยค่ะ ว่าร้อนหรือหนาว จะได้ไม่รู้สึกเคลิ้มหรือไม่เครียดขณะเรียน
9สิ่งที่ทำให้ผู้อื่นมีความสุขได้55+
1. ยอมรับตัวเราเอง ดังที่เราเป็นอยู่
2. คิดถึงสิ่งที่เราได้รับมากกว่าสิ่งที่เราขาดแล้วจงขอบคุณ แทนการบ่นว่าโทษนั่นโทษนี่
3. จงยอมรับผู้อื่นอย่างที่เขาเป็นอยู่ เริ่มต้นจากผู้ที่อยู่ใกล้ชิดที่สุด โดยเฉพาะครอบครัวของเรา เพื่อนบ้านของเรา เพื่อนๆที่เรารู้จัก
4. กล่าวถึงผู้อื่นในทางที่ดี และพูดให้ดังๆ
5. อย่าเปรียบเทียบตัวเราเองกับผู้อื่น เพราะว่าการเปรียบเทียบนี้ จะก่อให้เกิดความหยิ่งผยองว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น หรือเกิดความรู้สึกหมดหวังว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่น และไม่ทำให้เรามีความสุขแต่อย่างใดเลย
6. ดำเนินชีวิตอยู่ในความจริง โดยปราศจากความหวาดกลัวที่จะกล่าวว่า สิ่งที่ดีนั้น "ดี" และสิ่งที่เลวนั้น "เลว"
7. จงแก้ปัญหาความขัดแย้ง โดยอาศัยการพูดคุยกัน การเก็บความไม่พอใจไว้ คือการถอยหลังไปสู่ความโศกเศร้า
8. ในการพูดคุยนี้ ควรเริ่มต้นด้วยสิ่งที่ก่อให้เกิดความสมานฉันท์ แล้วจึงกล่าวถึงสิ่งที่ขัดแย้ง หรือปัญหาที่เกิดขึ้น
9. จงยึดมั่นว่า "การให้อภัย" มาก่อน "การเป็นฝ่ายถูก"
2. คิดถึงสิ่งที่เราได้รับมากกว่าสิ่งที่เราขาดแล้วจงขอบคุณ แทนการบ่นว่าโทษนั่นโทษนี่
3. จงยอมรับผู้อื่นอย่างที่เขาเป็นอยู่ เริ่มต้นจากผู้ที่อยู่ใกล้ชิดที่สุด โดยเฉพาะครอบครัวของเรา เพื่อนบ้านของเรา เพื่อนๆที่เรารู้จัก
4. กล่าวถึงผู้อื่นในทางที่ดี และพูดให้ดังๆ
5. อย่าเปรียบเทียบตัวเราเองกับผู้อื่น เพราะว่าการเปรียบเทียบนี้ จะก่อให้เกิดความหยิ่งผยองว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น หรือเกิดความรู้สึกหมดหวังว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่น และไม่ทำให้เรามีความสุขแต่อย่างใดเลย
6. ดำเนินชีวิตอยู่ในความจริง โดยปราศจากความหวาดกลัวที่จะกล่าวว่า สิ่งที่ดีนั้น "ดี" และสิ่งที่เลวนั้น "เลว"
7. จงแก้ปัญหาความขัดแย้ง โดยอาศัยการพูดคุยกัน การเก็บความไม่พอใจไว้ คือการถอยหลังไปสู่ความโศกเศร้า
8. ในการพูดคุยนี้ ควรเริ่มต้นด้วยสิ่งที่ก่อให้เกิดความสมานฉันท์ แล้วจึงกล่าวถึงสิ่งที่ขัดแย้ง หรือปัญหาที่เกิดขึ้น
9. จงยึดมั่นว่า "การให้อภัย" มาก่อน "การเป็นฝ่ายถูก"
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)