วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เพลงเพราะๆที่นำมาเสนอ...

เนื้อเพลง จะรักหรือจะร้าย Klear


ฟังเพลง | เนื้อเพลง | เกมส์

Zeus.....~~~~!!!!!!!!!!!มหาเทพแห่งกรีก-โรมัน


มหาเทพ ซูส หรือ ซีอุส ( Zeus )

...หลังจากปราบยักษ์เสร็จปราศจากเสี้ยนหนามใด ๆ แล้ว ซูสก็ขึ้นครองบัลลังก์รั้งอำนาจเต็มตลอด 3 ภพ คือสวรรค์ พิภพและบาดาล แต่ไท้เธอตระหนักดีว่า การที่จะปกครองทั้ง 3 ภพและทะเลให้ทั่วถึงมิใช่เรื่องง่าย หาใช่ภาระเล็กน้อยไม่ เพื่อป้องกันการแก่งแย่งและกระด้างกระเดื่อง ไท้เธอจึงจัดสรรอำนาจยอมยกให้เทพภราดรมีเอกสิทธิในการปกครองอาณาเขตดังนี้ - เนปจูน หรือ โปเซดอน ได้ครองทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และแม่น้ำทั้งปวง พลูโต หรือ ฮาเดส เป็นเจ้าแห่งตรุทาร์ทะรัส และแดนบาดาลทั้งหมดอันรัศมีของแสงอาทิตย์ไม่เคยส่องลอดไปถึงเลย ส่วน ยูปิเตอร์ หรือตัว ซูส เองปกครองทั้งสวรรค์และพิภพ แต่ก็มีอำนาจที่จะสอดส่องดูแลกิจการทั่วไปในเขตแดนของเทพภราดรทั้งสองได้บ้าง เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ความสงบราบคาบบังเกิดขึ้นตลอดสวรรค์และพิภพเทพทั้งหลายก็ประนังประนอมกันดี ธรรมชาติทั้งมวลก็ประกอบพร้อมแล้ว แม้แต่สถานที่ซึ่งชีวิตฝ่ายกุศลและอกุศลจะพึงดลเมื่อล่วงลับแล้ว ก็จัดไว้พร้อมสรรพ - หากกล่าวถึงบทบาทของไท้เทพซูสแล้วต้องยอมรับว่า ไท้เธอมีบทบาทขัดแย้งในองค์เองมากที่สุดในบรรดาเทวานุเทวะ ด้วยกันเนื่องจากทรงเป็นมหาเทพผู้ทรงอำนาจสูงสุด และมีผู้เคารพนับถือโดยทั่วไปเป็นที่ยำเกรงของสามโลก ทรงไว้ซึ่งฤทธิ์อำนาจ ล้นฟ้าล้นแผ่นดิน แต่กลับทรงมีอุปนิสัยเหมือนบุรุษหนุ่มธรรมดา ๆ บางคน นั่นคือ ความเกรงใจที่มอบให้แก่มหาเทวี ฮีร่า ชายาของ ไท้เธออย่างมาก หากพูดกันตามประสา ก็คือ"กลัวเมีย"และสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ ความเจ้าชู้ที่มีอยู่ในตัวมหาเทพซูสนั่นเอง ความขัดแย้งอีกประการหนึ่งที่มีอยู่ในตัวมหาเทพองค์นี้ คือ แม้ว่าไท้เธอจะมีอำนาจสูงสุดทั่วสามภพ แต่ไม่อาจใช้อำนาจของ ตนไปแตะต้องเทพองค์หนึ่งได้ ทั้ง ๆ ที่เทพองค์นั้นก็เป็นเพียงเทวะชั้นรอง และไม่สามารถมาประชันขันแข่งกับซูสเทพบดีได้ เทพ องค์นั้นมีนามว่า ชะตาเทพ (Fate) แสดงว่าไม่มีผู้ใดเลย แม้แต่เหล่าทวยเทพจะหาญสู้ หลีกเลี่ยง หรือก้าวก่ายกับชะตาชีวิตได้ - ด้วยเหคุนี้การที่มหาเทพซูสมีอะไรแย้ง ๆ กันในองค์เอง อาจเป็นเพราะชาวกรีกโบราณที่สร้าง เหล่าทวยเทพขึ้นนับถือ มีความเป็นนักปรัชญาอยู่เต็มตัว เขาจึงสร้างทวยเทพของเขาให้ละม้ายแม้นกับ มนุษย์ปุถุชน มีทั้งข้อดีและจุดบกพร่อง คุณงามความดีอันสำคัญของมหาเทพซูสเป็นอีกอย่างหนึ่งที่บ่ง บอกว่า ผู้ที่เคารพนับถือไท้เธอเป็นนักปราชญ์มากกว่านักสงคราม ก็คือ ซูสทรงรักสัจจะและความเป็น ธรรมอย่างที่สุด ทรงเกลียดชังคนโกงและคนโกหกอย่างที่สุด การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเพื่อถวายแด่ พระองค์นักกีฬาจึงต้องแข่งกันอย่างตรงไปตรงมาที่สุด รูปสลักของซูสเทพบดีมีลักษณะเป็นบุรุษสูงวัย ล่ำสันแข็งแรง พักตร์มีสง่าราศี กอปรด้วยเครายาวและเกศาหยิกสลวย ไท้เธอมี อสนีบาต (Thunder bolt) เป็นอาวุธประจำกาย ทรงเกราะทองประกายวาววับ ซึ่งเกราะทองนี้ไม่มีมนุษย์สามัญจะทน มองได้ แม้แต่ทวยเทพด้วยกันเอง หากไปเพ่งมองแสงเจิดจ้าของเกราะทองเข้าก็ย่ำแย่เช่นกัน ทรงมีพญานกอินทรีเป็นนกเลี้ยง ต้นโอ๊คเป็นพฤกษาประจำองค์ มีมหาวิหารและศูนย์กลางศรัทธาในตัวพระองค์อยู่ที่เมืองโอลิมเปีย ดังที่กล่าวมาแล้วแต่ต้นว่า ซูสเป็นมหาเทพที่เจ้าชู้ที่สุดองค์หนึ่งในวงศ์โอลิมเยน เรื่องราวความรักของไท้เธอมีมากหลาย เรื่องเป็นตำนานเล่าสืบทอดกันมากมาย ซูสเทพบดีออกจะถนัดถนี่ในการล่อลวงสตรีสาวสวยยิ่งกว่า เหล่าเทพองค์ใด ๆ เท่าที่เคยมีมา ทรงปลอมเป็นวัวสีขาวสง่างาม ไปหลอกโฉมงามนาง ยูโรปาไปเชยชมที่เกาะครีต นอกจากนี้ ยังทรงแปลงเป็นหงส์ไปก้อร่อก้อติกสาวงามนาม ลีดา (Leda)จน อนงค์นางตั้งครรภ์และคลอดออกมาเป็นไข่ ครั้นไข่แตกออก แทนที่จะเป็นตัวประหลาดครึ่งคนครึ่งหงส์โผล่ออกมาอย่างตำนานทั่วไป กลับกลายเป็นฝาแฝดชายคู่หนึ่ง ได้แก่ คัสเตอร์ (Castor) กับ โพลิดียูซิส (Polydeuses) หรือ พอลลักซ์ (Pallux ) ในภาษา โรมัน สิ่งที่ทำให้ทารกคู่นี้เป็นพยานความสัมพันธ์ระหว่างเทพกับมนุษย์คือ คนหนึ่งมีกายเป็นอมตะดั่งเทพ แต่อีกคนหนึ่งตายได้ อย่างมนุษย์สามัญธรรมดา นอกจาก ฝาแฝดชายคู่นี้แล้ว ลีดายังมีแฝดหญิงอีกคู่หนึ่ง ซึ่งกระเดื่องเลื่องชื่อที่สุดในตำนานกรีกโบราณ หนึ่งนั้นนามว่า เฮเลน เดอะบิวติฟุล ต้นเหตุของมหาสงครามกรุงทรอย อีก หนึ่งคือ ไคลเตมเนสตร้า (Clytemnestra) ซึ่งต่อมาได้เป็นมเหสีของ อกาเมมนอนแห่งไมซีนี่(ความสัมพันธ์สวาทของนางลีดากับพญาหงส์ปลอมที่มหาเทพซูสทรง จำแลงมานั้น เป็นไปอย่างซ่อนเร้น เพราะลีดาเป็นมเหสีของท้าว ทินดาริอุส (Tindarius) แห่งสปาร์ต้า เมื่อลีดาให้กำเนิดเฮเลนและ ไคลเตมเนสตร้า ทินดาริอุสก็นึก ว่าเป็นธิดาของพระองค์) ยังมีเรื่องพิศวาสระหว่างซูสกับนวลอนงค์อื่น ๆ อีกมาก อาทิสัมพันธ์รักกับนางไอโอ ที่เป็นยายของ วีรบุรุษ เฮอร์คิวลิส รักกับไดโอนีและมีธิดา นามว่า อโฟรไดท์ พิสมัยกับไมอาและมีโอรสนามว่า เฮอร์มิส ฯลฯ

เทพแห่งความตาย...~!!!









เทพอานูบิส

อานูบิส (Anubis) เป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งของอียิปต์ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตของชาวอียิปต์ เพราะอานูบิสเป็นเทพแห่งความตาย และเป็นเทพของการทำมัมมี่ ดังนั้นทั้งในพิธีกรรมการทำศพแบบอียิปต์โบราณและเรื่องราวในโลกหลังความตายของมนุษย์เทพองค์นี้จึงมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยอย่างมาก โดยที่มาของการนับถือเทพอานูบิสนี้น่าจะมีที่มาจากเมือง Abydos (อาบิโดส) ในอียิปต์เหนือ แต่ศูนย์กลางของความเชื่อนี้อยู่ที่เมือง Cynopolis (ไซโนโปลิส) ในอียิปต์เหนือ

อานูบิสเป็นเทพที่มีลักษณะลำตัวเป็นคน แต่ส่วนหัวจนถึงคอเป็นลักษณะศีรษะของหมาในสีดำ ในมือถือคทา บางครั้งเทพองค์นี้ก็เรียกกันว่า Anpu (อันปุ) พิธีกรรมการนับถือเทพอานูบิสนี้เชื่อกันว่ามีมานานมากแล้วและบางครั้งก็มีการสร้างรูปปั้นหมาในสีดำ หรือสีทองเป็นตัวแทนของเทพองค์นี้ก็มี และที่ลักษณะของเทพอานูบิสที่มีใบหน้าเป็นหมาในก็สันนิษฐานได้ว่า เป็นเพราะสัตว์ชนิดนี้มักจะออกหากินในตอนกลางคืน และพบมากในบริเวณสุสานของคนตาย จากสิ่งนี้เองจึงทำให้คาแรทเตอร์ของเทพอานูบิสมีใบหน้าเป็นหมาในซึ่งชาวอียิปต์นับถือกันในนามเทพผู้พิทักษ์คนตายและสุสาน

หน้าที่ของเทพองค์นี้ก็คือการนำดวงวิญญาณของคนตายสู่ยมโลกเพื่อทำการตัดสินผลกรรมที่ได้ทำมาก่อนตาย ต่อหน้าองค์เทพโอซิริส (Osiris) โดยเทพอานูบิสจะนำหัวใจของผู้ตายไปวางไว้บนตาชั่งข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างหนึ่งของตาชั่งจะเป็นขนนกที่ได้รับมาจากเทพ (มูอาท) Muat หากหัวใจของผู้ตายเบากว่าขนนกแสดงว่าในขณะที่คนผู้นั้นมีชีวิตอยู่ได้กระทำการอันเป็นกุศล จึงสมควรได้รับพรจากเทพโอชิริสให้มีชีวิตอันเป็นนิรันดร์แล้วจะได้อยู่ในดินแดนที่เรียกว่า "Fields of the Reed" หรือสวรรค์ของชาวอียิปต์นั่นเอง ส่วนคนที่ไม่ผ่านการทดสอบนั่นก็คือหัวใจมีน้ำหนักมากกว่าขนนก สัตว์อสูรที่ชื่อ Ammut (อัมมุท) ที่นอนรออยู่ใต้ตาชั่งก็จะกินหัวใจของดวงวิญญาณดวงนั้นทันที แล้วดวงวิญญาณนั้นก็จะสูญสลายตลอดไป ก็ถือว่าเป็นการตายครั้งที่สองและเป็นการตายสนิท ตายแบบถาวรไปเลย

ในด้านตำนานเกี่ยวความเป็นมาของเทพอานูบิสนี้ เชื่อกันว่าอานูบิส เป็นโอรสของเทพีเนฟทิส (Nephtys) กับเทพเซต (Set) จึงนับเป็นหลานของเทพโอซิริส (Osiris) และ เทพีไอซิส (Isis) ด้วย ทั้งนี้มีบางตำราได้กล่าวไว้ว่าเทพอานูบิสให้ความเคารพเทพีไอซิสเสมือนมารดาแท้ๆ คนหนึ่งของตนเลยทีเดียว และที่มาของการทำมัมมี่ก็มีที่มาโดยอ้างอิงจากตำนานของเทพโอซิริส ในครั้งที่เทพโอซิริสและเทพีไอซิสถูกเทพเซ็ตตามล่า เทพโอซริสถูกสังหาร อานูบิสเป็นผู้รับอาสารักษาพระศพของเทพโอซิริส โดยใช้ขี้ผึงสูตรเฉพาะของตนเองแล้วก็ผ้าลินินสีขาวซึ่งทอจากฝีมือของเทพีทั้งสองคือ ไอซิส และเนฟทีสมาห่อหุ้มร่างนั้นไว้ จากนั้นอานูบิสจึงได้ออกปากสัญญากับพระมารดาทั้งสองว่าตนเองจะเป็นผู้พิทักษ์ร่างของโอซิริสเอง จากตำนานนี้เองจึงทำให้เทพอานูบิสนับถือว่าเป็นเทพผู้พิทักษ์คนตายและนำทางให้ผู้ตายสู่โลกวิญญาณ ทั้งนี้ในสมัยโบราณจะมีนักบวชผู้กระทำพิธีสวมหน้ากากที่มีลักษณะเป็นหมาในซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเทพอานูบิสอีกด้วย

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับ 7 ขั้นตอนหลังความตาย

1. ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าหลังจากที่ดวงวิญญาณคนตายออกจากร่าง เขาจะต้องผ่านลำน้ำสวรรค์เพื่อไปยังยมโลกซึ่งน้ำโดย Nemty
2. จากนั้นจะตอบปัญหาเพื่อผ่านประตูและเขาวงกต
3. หลังจากนั้นเทพเอเคอร์ (Aker) ก็จะนำไปที่ท้องพระโรงของยมโลก
4. คณะเทพตัดสินทั้ง 14 องค์จะพิจารณาความดีที่เคยทำมาในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่
5. เทพอานูบิสจะทำการชั่งหัวใจของคนตายกับขนนกเพื่อเป็นการตัดสินความดีความชั่ว
6. เมื่อผ่านการทดสอบเทพฮอรัส (Horus) ก็จะนำดวงวิญญาณคนตายเพื่อเข้าพบเทพโอซิริส
7. แล้วในที่สุดคนที่ผ่านการตัดสินก็จะได้รับชีวิตอันเป็นนิรันดร์แล้วได้อยู่ในแดนสุขาวดีที่เรียกว่า "Fields of the Reed"

เทพ Osiris แห่งดินแดนไอยคุปต์

เทพโอซีริส

เทพโอซีริสเทพโอซีริส (Osiris) คือหนึ่งในเทพของ ตำนานเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์ เทพแห่งเกษตรกรรม โบราณ ซึ่งผู้นับถือมาจากซีเรีย (Syria) ทรงเป็นพระโอรสองค์แรกของเทพเกบและเทวีนุต ทรงเกิดที่เมืองธีบส์ (Thebes) เมื่อทรงประสูติ มีเสียงร้องดังเข้าไปถึงในวิหารร้องว่า กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่และเพียบพร้อมได้ประสูติแล้ว หรือเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดได้เข้ามาสู่แสงสว่างแล้ว

กล่าวกันว่าเทพโอซีริส และเทวีไอซิสตกหลุมรักกันตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ บางกรณีก็กล่าวว่าทั้งสองพระองค์ทรงอภิเษกกัน และเทพโอซีริสได้บัลลังค์จากเทพเกบผู้เป็นบิดา

ตามตำนานของเทพโอซีริส พระองค์ได้สอนศิลปวิทยาการทั้งหลายแก่มวลมนุษย์ โดยมีเทพธอธเป็นผู้ช่วย ในช่วงที่เทพโอซีริสไม่อยู่นั้น เทพเซ็ตซึ่งเป็นพระอนุชาคิดกบฎ อยากได้บัลลังค์และตัวเทวีไอซิส ทั้งยังต้องการเปลี่ยนกฏระเบียบใหม่ แต่เทวีไอซิสรู้ทันทุกครั้ง

ครั้งเมื่อเทพโอซีริสเสด็จกลับมาไม่นาน เทพเซ็ตและอาโส (Aso) ราชินีแห่งเอธิโอเปียและกบฏอีก 72 คน ได้ร่วมกันล้มล้างเทพโอซีริสจนสำเร็จ ร่างของเทพโอสซีริสถูกจับโยนลงแม่น้ำนิล เทวีไอซิสพยายามค้นหาจนพบแล้วใช้พลังมายิกของพระนางร่วมกับความช่วยเหลือของเทพธอธ เทวีเนฟธีส เทพอานูบิสและเทพฮอรัส ทำให้เทพโอซีริสซึ่งได้เดินทางไปยังโลกแห่งความตายหรือมตภพดูอัตแล้วกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่พระองค์อยากปกครองโลกแห่งความตายมากกว่า ดังนั้นจึงยกราชสมบัติให้เทพฮอรัสผู้เป็นโอรสแทน

สัญลักษณ์ของพระองค์มักเป็นชาย ประทับยืนอยู่หรือประทับนั่งบนบังลังค์ หรือวาดเป็นมนุษย์กำลังลุกจากแท่นตั้งศพ หรือเป็นกษัตริย์พระหัตถ์โผล่ขึ้นมาจากผ้าพันมัมมี่ ถือแส้เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจสูงสุด พระวรกายเป็นสีแดงแสดงถึงพื้นดิน หรือสีเขียวที่แสดงถึงพืชพันธุ์ ทรงสวมมงกุฏสีขาวแสดงถึงไอยคุปต์ตอนบน และมีขนนกสีแดงสองเส้นแห่งเมืองบูสีริส(Busiris) ประดับอยู่ บางครั้งจะสวมวงสุริยะและเขาสัตว์

Isis เทพแห่งปฐพี(อียิปต์)

ตามความเชื่อของชาวไอยคุปต์ (อียิปต์โบราณ) ไอซิส (Isis) เป็นเทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์ เป็นเทวีแห่งมารดา และเป็นเทวีแห่งการคุ้มครองเด็ก ไอซิส (Isis) เป็นธิดาของเทพแห่งโลก เคบ (Keb) และเทพธิดาแห่งท้องฟ้า นุต (Nut) รวมถึงเป็นภรรยาของเทพ โอสิริส เป็นมารดาของ โฮรุส
ในแดนดินไอยคุปต์ โอสิริส (Osiris) เป็นผู้ปกครองที่เปี่ยมด้วยเมตตา และเป็นที่เคารพรักของไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน จากการนำอารยธรรมทางการเกษตรมาสู่ไอยคุปต์ พระองค์ปล่อยให้ภรรยา ไอซิส (Isis) ปกครองไอยคุปต์ชั่วคราว เนื่องจากต้องการเดินทางไปรอบโลกเพื่อเผยแพร่กฎหมายและวิชาความรู้ในการทำฟาร์ม

เสต (Set) น้องชายของ โอสิริส อิจฉาริษยาพี่ชาย และวางแผนกำจัด โดยเริ่มแอบวัดขนาดร่างกายของพี่ชายเพื่อสร้างโลงศพงดงามโอ่อ่าที่พอดีตัว โลงศพนี้อยู่ในรูปแบบของกล่องรูปทรงมนุษย์ จากนั้น เสต ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองใหญ่โต โดยเชื้อเชิญ โอสิริส และสมาชิกราชวงศ์และขุนนางทั้งหลายมาร่วมงาน จุดเด่นของงานคือ เสต ประกาศว่า เขาจะมอบโลกศพที่งดงามแก่ใครก็ตามที่มีขนาดร่างกายพอดีกับขนาดของมัน แขกทั้งหมดพยายามลองแต่ก็ไม่มีใครพอดี จนกระทั่ง โอสิริส ก้าวเข้าไปในโลกศพ ทันใดนั้น เสต ก็ปิดฝาโลงศพอย่างแรงก่อนปิดผนึกด้วยตะกั่วหลอมเหลว ซึ่งในไม่ช้าโลกศพปิดผนึกด้วยไม้ซีดาร์นี้ถูกนำไปทิ้งในลุ่มน้ำไนล์
ไอซิส เศร้าโศกเสียใจกับการสูญเสียสามี จึงออกค้นหาโลงศพทั่วไอยคุปต์ และนอกประเทศ จนกระทั่วไปถึงที่ ไบบลอส (Byblos) ใน เลบานอน (Lebanon) โดยรากมโหฬารของต้นตามาริสค์ห่อพันโลงศพเอาไว้ และกษัตริย์แห่งไบบลอสได้ตัดโค่นต้นไม้เพื่อไปติดตั้งเป็นเสาหินในห้องโถง ไอซิส ค้นหาร่างของสามีจนในที่สุดพบว่ามันอยู่ในเสาหินห้องโถงของกษัตริย์ ซึ่งก็ได้รับอนุญาตให้นำศพกลับสู่ไอยคุปต์เพื่อการฝังศพที่เหมาะสม และเพื่อความปลอดภัย ไอซิส จึงซ่อนไว้ในดินที่ต่ำชื้นข้างลุ่มน้ำไนล์
โดยไม่คาดคิด เสต เจอโลงศพเข้าโดยบังเอิญขณะออกไปล่าสัตว์ และโกรธแค้นมาก เขาจึงสับร่างกายของ โอสิริส เป็นชิ้นๆ และกระจัดกระจายทิ้งทั่วแผ่นดินไอยคุปต์
ไอซิส ผู้น่าสงสารจึงเดินทางเพื่อค้นศพสามีอีกครั้ง แม้เป็นภาระหน้าที่อันยากยิ่งในเวลานั้น ทุกครั้งที่พบชิ้นส่วนหนึ่ง ไอซิส จะปั้นขี้ผึ้งจำลองส่วนนั้น และมอบให้แก่นักบวชท้องถิ่น โดยขอร้องให้นำไปวางไว้ในอารามเพื่อบวงสรวงจนกว่าความทรงจำของสามีจะกลับคืนมา
ในที่สุด ไอซิส ก็สามารถค้นพบชิ้นส่วนทั้งหมด และทำพิธีกรรมประกอบใหม่โดยใช้เวทมนตร์และความช่วยเหลือจากเทพองค์อื่นๆวางชิ้นส่วนต่างๆของ โอสิริส เข้าด้วยกัน รวมถึงเก็บรักษาร่างกายของเขาพันในผ้าลินิน ซึ่งเป็นการสร้างมัมมี่ตัวแรก ด้วยพลังอำนาจเวทมนตร์สามารถนำลมหายในแห่งชีวิตกลับสู่ โอสิริส อีกครั้ง หลังจากนั้นไม่นาน ไอซิส ก็ตั้งครรภ์โอรส โฮรุส อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งในเวลาต่อมา โฮรุส ผู้เยาว์วัยได้ต่อสู่กับ เสต อาของเขาเพื่อนล้างแค้นแทนบิดา
โอสิริส จึงกลายเป็นผู้ปกครองโลกยมบาล ในขณะที่ โฮรุส เป็นกษัตริย์แห่งการดำรงชีวิต และ เสต เป็นผู้ปกครองทะเลทราย เสมือนเทพเจ้าแห่งความชั่วร้ายและความวุ่นวาย
ไอซิส (Isis) ได้รับความเคารพบูชาจากชาวไอยคุปต์ว่าเป็นเทวีที่มีความพยายาม อุตสาหะ เป็นเทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์ เป็นเทวีแห่งมารดาและคุ้มครองเด็ก โดยจัดให้มีการบูชาไอซิสทั่วทั้งแผ่นดินไอยคุปต์ (อียิปต์โบราณ) และพิธีบูชาไอซิสสิ้นสุดลงเมื่อคริสต์ศตรวรรษที่ ๖

ตอน 2

เทวีไอซิส(Isis)ทรงประสูติในวันที่ 4 ที่เพิ่มเข้ามา ทรงเป็นเทวีที่มักได้รับความเคารพคู่กับเทพโอซีริส กล่าวกันว่าทั้งสองพระองค์ให้กำเนิดเทพฮอรัสโดยการรวมตัวกัน ในขณะที่เทพฮอรัสยังอยู่ในพระครรภ์หรือหลังจากเทพโอซีริสสิ้นพระชนม์แล้ว

ในช่วงที่เทพโอซีริสยังอยู่ พระนางมีบทบาทเพียงช่วยพระสวามีในการสร้างอารยธรรมแก่มวลมนุษย์ เพราะพระนางคือเทวีแห่งมารดร หลังจากเทพโอซีริสวรรคตแล้วพระนางจึงมีบทบาทมากขึ้น ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับพระนาง เทพโอซีริสและพระโอรสอีกมากมาย

สัญลักษณ์ของเทวีไอซิสมีหลายแบบ พระนางอาจเป็นมนุษย์ที่มีศีรษะเป็นวัว หรือมีดวงจันทร์สวมบนศีรษะ หรือสวมมงกุฎรูปดอกบัวและมีหูเป็นข้าวโพด หรือถือขาแพะ สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ แต่ถ้าเป็นรูปปั้นมักเป็นรูปพระมารดากำลังให้นมเทพเจ้าฮฮรัสอยู่ แสดงถึงการปกป้องเด็กๆจากโรคภัย บนศีรษะมีเขาสองเขาและมีวงสุริยะอยู่ตรงกลาง

ตอน 3


เทพเจ้าไอสิส ไอสิส (Isis) เป็นเทพเจ้าของชาวอียิปต์ เป็นชายาของเทพเจ้าโอสิริส (Osiris) เทพเจ้าโอสิริสนั้นเป็นเทพเจ้าที่ต้องมรณะเพราะรบกับเทพเจ้าเซท(Seth) รูปที่ชาวอียิปต์ทำเกี่ยวกับเทพเจ้าไอสิสคือให้นางกำลังร้องไห้แสดงความคิดถึงและความจงรักภักดีต่อสวามี โดยทรุดกายอยู่หน้าโลงศพของสวามี ในสายตาของคนอียิปต์เทพเจ้าไอสิสเป็นเทพเจ้าที่มีคุณสมบัติของสตรีที่ดีเพียบพร้อม อีกรูปหนึ่งที่ชาวอียิปต์ชอบทำเกี่ยวกับเทพเจ้าโอลิสคือทำเป็นรูปหญิงอุ้มทารก ทารกนั้นคือเทพเจ้าโฮรัส (Horus)ซึ่งเป็นบุตรของโอสิริสกับไอสิส เทพเจ้าเซทตามไล่ล่าโฮรัส ไอสิสจึงต้องอุ้มโฮรัสหนีซอกซอนไป ต่อมานางได้เลี้ยงโฮรัสจนเติบใหญ่ขึ้นไปเป็นเทพเจ้าแห่งท้องฟ้า และไดฆ่าเซทตายเป็นการแก้แค้นแทนบิดา เทพเจ้าไอสิสเป็นเทพเจ้าที่เคารพนับถือมากทั่วทั้งอียิปต์และนูเบีย มีวิหารอุทิศให้แด่เทพเจ้าไอสิสอยู่ทั่วไปในอียิปต์ ในสมัยที่กรีกเจริญรุ่งเรืองก็รับเอาเทพเจ้าไอสิสไปนับถือ มีการสร้างวิหารใหญ่ของเทพเจ้าไอสิสที่เมืองอเล็กซานเดรีย ในยุคนี้ถือว่าเทพเจ้าไอสิสเป็นเทพคุ้มครองกะลาสีเรือ ชาติกรีกเป็นชาตินักเดินเรือจึงเคารพบูชาเทพเจ้าไอสิส ต่อมาในสมัยจักรวรรดิโรมันได้ครอบครองดินแดนอียิปต์ก็ได้รับเอาเทพเจ้าไอสิสไปบูชาด้วย ชาวโรมันที่นับถือเทพเจ้าไอสิสนั้นมักจะเป็นผู้หญิงและนับถือว่าไอสิสเป็นเทพมารดา (Mother- Goddess)ผู้เต็มไปด้วยความเอื้ออาทร ความรัก ความห่วงใย สิ่งที่ชาวโรมันนับถือมากในตัวเทพเจ้าไอสิสคือ คุณธรรมของผู้หญิงทุกประการที่นางมีตลอดจนการที่นางเป็นอมตะไม่มีวันตาย นอกจากนั้นนางสามารถแบ่งความอมตะให้กับสวามีได้ด้วย โดยนางได้ตามเก็บชิ้นส่วนของโฮสิริสมารวมกัน แล้วอ้อนวอนขอวิญญาณของ โอสิริสจากเทพเจ้าทั้งหลายจนนางได้วิญญาณของโฮสิริสกลับคืนทุกฤดูใบไม้ผลิ โอสิริสจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ไอสิสจึงเป็นสัญลักษณ์ของการคืนชีพ การที่ตายไปแล้วสามารถคืนชีพได้ใหม่ผู้ที่นับถือนางจึงลดเรื่องความกระวนกระวายใจเรื่องชีวิตหลังการตาย ผู้ที่นับถือเทพเจ้าไอสิสจะเน้นเรื่องคุณธรรมของผู้หญิงที่เทพเจ้าไอสิสมีความอ่อนโยน ความรู้จักฟูมฟักทะนุถนอม นอกจากคุณธรรมของผู้หญิงแล้วผู้ที่นับถือเทพเจ้าไอสิสเชื่อว่า นางสามารถแก้ปัญหาให้พวกเขาได้ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไรก็ตาม โยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาในเรื่องชีวิตหลังการตาย

เทพโลกิ.?

โลกิ (อังกฤษ: Loki Laufeyjarson) เป็นเทพเกเรในตำนานเทพปกรณัมของนอร์ส โลกิมีความขี้เล่นและซุกซน ในช่วงแรกนั้นโลกิได้ช่วยเหลือเหล่าเทพแห่งแอสการ์ดในการต่อสู้กับเหล่ายักษ์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความซุกซนของโลกิก็ยิ่งกลายเป็นความโหดร้ายยิ่งขึ้น เทพโลกิมีบุตร 3 ตน คือ หมาป่าเฟนริล์ งูยักษ์มิดกาดโซรุม และเฮล เทวีแห่งอาณาจักรคนตาย ในวันแร็กนาร็อก วันสงครามสิ้นโลก บุตรทั้ง3 ของโลกิจะมีส่วนร่วมต่อสู้ในสงครามด้วย โลกิยังเป็นผู้ให้กำเนิดม้าสเลปนิร์ของโอดิน

โลกิเป็นผู้สังหารบัลเดอร์ เทพแห่งความสุข โดยใช้กิ่งของต้นกาฝาก ซึ่งเป็นต้นไม้ชนิดเดียวที่ไม่เคยสาบานว่าจะไม่ทำร้ายบัลเดอร์ ทำเป็นลูกดอกแล้วหลอกให้เทพฮอดผู้ตาบอดขว้างใส่บัลเดอร์ และเมื่อเทพเฮลมอดได้ไปตกลงกับเฮล ซึ่งจะยอมให้บัลเดอร์กลับจากยมโลกถ้าทุกชีวิตบนโลกร่ำไห้แก่บัลเดอร์นั้น นางยักษิณี ทอค ปฏิเสธที่จะร่ำไห้ตามคำขอร้องของแอนซัส ผู้ส่งสาร ซึ่งเชื่อว่าทอคนั้นก็คือโลกิปลอมตัวมานั่นเอง ซึ่งเหตุการนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้โลกิเป็นศัตรูกับเหล่าเทพแห่งแอสการ์ดและถูกจับล่ามโซ่ไว้จนถึงวันแร็กนาร็อก

ประโยชน์จากการไปเมืองนอก(Go inter)....~~!!!!!

1. ได้ประสบการณ์




ประสบการณ์ที่ว่านั้นก็คือประสบการณ์นอกเหนือตำราเรียน คือประสบการณ์ในการดูแลตัวเองนั่นละคะ เพราะต้องไปอยู่คนเดียวแบบไม่มีคุณพ่อคุณแม่หรือคุณเพื่อนตามไปดูแล เราก็ต้องดูแลตัวเองหมดเลย ตั้งแต่ซื้อของ ทำอาหาร ซักผ้า เก็บกวาดถูห้อง รวมถึงต้องควบคุมตัวเองด้วย เพราะการอยู่คนเดียวนั้น น้องๆ จะได้ใช้ชีวิตแบบอิสระมากๆ ไม่มีใครมาจู้จี้หรือบงการ เพราะฉะนั้นโอกาสในการเถลไถลออกจากกรอบก็ค่อนข้างสูงเลย ดังนั้นต้องรู้จักควบคุมตัวเองด้วยนะ แต่การไปอยู่เมืองนอกนี่ล่ะ ที่ช่วยเปลี่ยนชีวิตของใครหลายๆ คน เรียกได้ว่าพอบางคนกลับมาไทยแล้ว นิสัยเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือกันเลยทีเดียว ถ้าใครอยากไปใช้ชีวิตแบบอิสระต้องดูแลชีวิตตัวเอง ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง การไปเมืองนอกก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าลองนะ




2. ได้เพื่อน (และแฟน)



เพื่อนดีๆ มีอยู่ทั่วโลก และน้องๆ อาจจะเป็นคนหนึ่งที่ได้เพื่อนแท้จากการไปอยู่ต่างแดนก็ได้นะคะ รวมถึงบางคนอาจจะฮอตฮิตป๊อปปูลาร์ อาจได้แฟนหรือคนรักจากการไปเรียนเมืองนอกก็ได้ ก็แหม....บรรยากาศเย็นๆ เหงาๆ มันเป็นใจให้หาใครมากอดใช่มั้ยล่ะ ^0^ (เขินๆ) แต่ถ้าใครมีแฟนอยู่แล้ว ก็อย่านอกใจแฟนด้วยการไปมีกิ๊กที่เมืองนอกล่ะ




3. ได้งานทำ



งานที่ว่าก็มี 2 แบบค่ะ
-งานพาร์ทไทม์ ซึ่งส่วนมากจะทำกันตามร้านอาหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร fast food หรือตามร้านอาหารไทย หรือจะเป็นซุปเปอร์มารเก็ตก็ดูจะสนุกไปอีกแบบ
-ส่วนงานอีกรูปแบบก็คืองานจริงจัง เช่น บางคนเรียนจบแล้วเกิดผลการเรียนดีไปเข้าตากรรมการ อาจจะโชคดีได้งานทำที่นั่นเลยก็ได้นะ ลาภลอยมาเห็นๆ (เหมือนในหนังเรื่องกาลิเลโอไง) ไฮโซสุดๆ




4. ได้เที่ยว



เวลาว่างในวันหยุดจะปล่อยไปทำไมให้เสียเวลา ต้องหาเวลาออกไปลัลล้าข้างนอกกันสิ
เช่น บางคนไปเรียนที่อังกฤษ แต่กว่าจะเรียนจบก็เที่ยวล่อซะเกือบหมดทวีปยุโรปซะงั้นเลย 555 หรือในอเมริกา ก็มีหลายรัฐหลายเมืองที่น่าเที่ยว น่าอิจฉาซะจริงๆ เลย เรียกว่าเป็นของแถมที่สุดแสนจะคุ้มจริงๆ



เจ๋งป่ะล่ะ...?

หมอคนที่3...~!!!!

คุณหมอท่านที่ 3 : รศ.นพ. สมเกียรติ โสภณธรรมรักษ์
(Professor of Pediatrics ประจำโรงพยาบาลเด็ก Sanford ประเทศสหรัฐอเมริกา) ,
เจ้าของเวบไซต์ http://www.docdek.com/


พี่เป้: อยากให้คุณหมอช่วยแนะนำตัวแก่น้องๆ ที่กำลังอ่านอยู่
หน่อยค่ะ?
คุณหมอสมเกียรติ: ผมเป็นเด็กภูธรโดยกำเนิด จบที่ม.สงขลา นครินทร์ รุ่นที่ 8 เข้าเรียนปี 2523 จบปี 2529 จากนั้นเรียนต่อและทำงานเป็นแพทย์ประจำบ้านที่ร.พ. สงขลานครินทร์ หาดใหญ่ สงขลา อันเป็นบ้านเกิดผมเอง มาเรียนต่อด้านกุมารเวชศาสตร์และ กุมารเวชศาสตร์โรคหัวใจที่ Christ Hospital and Medical Center, Hope Children's Hospital, Oak Lawn, อิลลินอยส์ อเมริกา เรียนจบแล้วก็กลับไปรับใช้
ชาติที่ม.สงขลานครินทร์เป็นอาจารย์แพทย์ ราว 10 ปี จึงได้กลับมาทำงานที่อเมริกาอีก ปัจจุบันผมอยู่ที่ Sanford Children's Hospital, Sanford USD Medical Center, Sioux Falls, South Dakota, USA เป็น Professor of Pediatrics


พี่เป้: ทำไมคุณหมอถึงสนใจศึกษามาทาง ด้านกุมารเวชคะ
คุณหมอสมเกียรติ: คงเป็นเพราะชอบ รักเด็กตอบเหมือนนางสาวไทยเลย ที่ชอบเพราะว่าเด็กบริสุทธิ์ ไม่มีโรคที่เกิดจากทำร้ายตัวเอง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ติดยา เป็นโรคที่เกิดโดยธรรมชาติ ป่วยก็หายเร็ว ไม่ค่อยมีโรคเรื้อรัง กลับไปวิ่งเล่นและเติบโตสมวัย น่ารักษา และผลจากการรักษาก็ชื่นใจ อาจารย์แพทย์ที่สอนทางด้านกุมารเวชศาสตร์ก็เป็นตัวอย่างที่ดี และประทับใจผมตลอดมา



พี่เป้: คุณหมอคิดว่าความยากง่ายของสาขา กุมารเวชอยู่ที่ไหนคะ
คุณหมอสมเกียรติ: ต้องรักและเข้าใจในธรรมชาติของเด็ก เด็กแต่ละวัยไม่เหมือนกัน ประวัติการเจ็บป่วยส่วนใหญ่ได้จากผู้ปกครอง เนื่องจากยังสื่อสารไม่ได้ ต้องค่อย ๆ ถาม การตรวจร่างกายในเด็กเองก็ต้องใช้ความ อดทน อาจตรวจไม่ได้ครบในครั้งแรก ต้องมาตรวจตอนหลับอีก เด็กมักร้องโดยธรรมชาติอยู่ แล้วยิ่งมาเจ็บป่วยอีก โดนเข็มแทง เลยพาล เกลียดพวกใส่เสื้อขาวไปหมด และยังต้องเรียนรู้ รื่องพัฒนาการแต่ละวัยอีก แต่สนุกนะครับ เวลาน้องหายป่วยกลับบ้าน อาการเหนื่อยของเราก็หายไปอย่างปลิดทิ้ง


พี่เป้: ปัจจุบันคุณหมอเป็นอาจารย์หมอที่อเมริกา ไม่ทราบว่ามีความเป็นมายังไงบ้างคะ
คุณหมอสมเกียรติ: เนื่องจากจบที่อเมริกาและได้วุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญทางกุมารเวชศาสตร์และกุมารเวชศาสตร์โรคหัวใจ (Board certified-American Board of Pediatrics and American sub-board of Pediatric Cardiology) ที่นี่เปิดรับงานผมเลยสมัครและมาสัมภาษณ์งานที่นี่ ดูเมืองแล้วก็ชอบ เป็นเมืองขนาดกลาง ๆ ไม่มีรถติด ผู้คนเป็นมิตรดี และ ปลอดภัยมาก ๆ ที่สำคัญผมมองที่อนาคตของลูกทั้ง 2 คน อยากให้เขาได้เรียนดี ๆ และจบไปทำงานที่ไหนก็ได้ในโลกนี้














พี่เป้: คุณหมอคิดว่าปัญหาโรคต่างๆ ที่พบของเด็กไทยและเด็กฝรั่ง แตกต่างกันมากมั้ยคะ
คุณหมอสมเกียรติ: ส่วนใหญ่เด็กฝรั่งจะไม่ค่อยเป็นโรคติดเชื้อเหมือนบ้านเรา แต่ผมว่าเขาอยู่ดีกินดีเกินไป เลยไม่สบายทางใจมาก เป็นโรคทางพฤติกรรมบ่อย เช่น สมาธิสั้น หรือโรคที่พบมักเป็น โรคทางกรรมพันธุ์ เช่น cystic fibrosis เป็นโรคที่บกพร่องของสาร หลั่งจากต่อมมีท่อในร่างกาย เหงื่อเค็ม ไม่ย่อยอาหารไขมัน ติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อยๆ sickle cell anemia เป็นโรคของกลุ่ม African American เม็ดเลือดแดงจับกลุ่มกันและอุดตันตามร่างกาย บ้านเรามักตามหลังอเมริการาว 10-15 ปี เด็กอ้วนเป็นปัญหาที่นี่มาก รวมถึงเด็กสูบบุหรี่และติดยาเสพติด นอกจากนี้การแพทย์ที่นี้จะรักษาคนไข้ต้องอธิบายให้เข้าใจ และให้สิทธิ์ในการตัดสินใจกับผู้ปกครอง หากเด็กโตพอต้องมีส่วนร่วมด้วย ต้องระวังเรื่องการฟ้องร้องทางการแพทย์ด้วย บ้านเราก็คงมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต


พี่เป้: ทราบมาว่าคุณหมอเขียนหนังสือด้วย เป็นหนังสือเกี่ยวกับ อะไรคะ
คุณหมอสมเกียรติ: เป็นหนังสือ "เสียงหัวใจ...ง่ายนิดเดียว" ครับ เหมาะกับนักเรียนทางด้านสาธารณสุข ทั้งนักเรียนแพทย์ พยาบาล และสาธารณสุขศาสตร์ มีหนังสือปูพื้นฐานทางด้านหัวใจและหนังสือคู่มือใช้ร่วมกับ CD MP3 ติดต่อได้ที่หน่วยผลิตตำราคณะแพทยศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์





พี่เป้: สุดท้ายอยากให้คุณหมอช่วยฝากถึงน้องๆ ที่ฝันอยากเป็น แพทย์ด้วยค่ะ
คุณหมอสมเกียรติ: หากรักที่จะช่วยเหลือคนโดยไม่คำนึงถึงรายได้นัก พ่อแม่เด็กส่วนใหญ่กำลังสร้างฐานะ มักไม่ร่ำรวย หมอเด็กเป็นสาขาที่น่าเรียนมาก ทำงานแล้วสบายใจ และจะรู้สึกว่าได้ทำสิ่งดีๆ ในชีวิตทุกวัน เหนื่อยกาย หายเร็ว แค่พักผ่อน แต่เหนื่อยใจพักยังไงก็ ม่หายครับ ขอให้ตั้งใจจริง และขอให้ประสบความสำเร็จทุกคน เราเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตเราเองครับ

หมอคนที่2...~!!!!!

คุณหมอท่านที่ 2 : คุณหมอแจ็ค : น.พ.วรวรรธน์ แก้ววิเชียร
นายแพทย์สังกัดภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น


พี่เป้: ก่อนอื่นอยากให้ช่วยแนะนำตัวแก่น้องๆ ชาว Dek-D.com ด้วยค่ะ
คุณหมอแจ็ค: ชื่อนายแพทย์วรวรรธน์ แก้ววิเชียร ครับ ชื่อเล่นพี่แจ๊คครับ จบการศึกษา แพทยศาสตรบัณฑิต จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2551 เป็นแพทย์จุฬาฯ รุ่นที่ 59 ครับ ปัจจุบันบรรจุตำแหน่งนายแพทย์สังกัดภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ (โรงพยาบาลสังกัดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น)

พี่เป้: ย้อนความไปตอนก่อนสอบเข้ามา ทำไมพี่แจ็คถึงเลือกเรียน แพทย์คะ?
คุณหมอแจ็ค: อันนี้คำตอบอาจจะงง ๆ นิดนึง คือตอนแรกเนี่ย หมายถึงก่อนสอบเข้านะครับ สมัยเรียนมัธยมต้นยังไม่มีความคิดที่จะ สอบเข้าเรียนอะไรเลยครับ เค้าสอนอะไรก็เรียนไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดว่า ตัวเองต้องเป็นนั่นเป็นนี่ แล้วพอช่วงท้ายของม. 3 เพื่อนๆ เค้าไปสอบเข้า ร.ร. เตรียมอุดมกันครับ คือพี่เป็นคนลพบุรีน่ะ อยากไปเรียนในกรุงเทพฯ อย่างที่รุ่นพี่เค้าไปประสบความสำเร็จกันมา (เดี๋ยวนี้คาดว่าก็คงแย่งกันเข้าเรียนอยู่) ปรากฏไม่ได้ครับ ก็เลยเกิดความมุ่งมั่นว่าขั้นตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยต้องไม่พลาดอีก ประกอบกับตอนช่วงก่อนขึ้นชั้นมัธยม พ่อของพี่ไม่สบายหนัก ช่วงนั้นแม่ก็เคยเปรยๆ ไว้ว่าเห็นหมอแล้วเหมือนเห็นเทพเจ้าว่างั้น ในใจก็เริ่มมีภาพที่ค่อยๆ ชัดขึ้นว่าตัวเองจะไปทางไหน แต่ก็ไม่ได้หมายมั่นปั้นมือนะครับว่าจะได้เป็นหมอตอน ม. ปลายก็เรียนสบาย ๆ กวดวิชากับเค้าไปตามเรื่องตามราว ท้ายที่สุดโชคดีสอบเข้าเรียนแพทย์ได้ก็ดีใจครับ จบ 555+ จนกระทั่งวันนี้เป็นนายแพทย์แล้วครับ ก็เริ่มรู้แล้วหละว่าจริงๆ แล้วเหตุผลที่ตัวเองอยากเรียนคณะนี้นั้นน่ะคืออะไร พี่ไม่เคยมองว่าตัวเองคิดผิดเลยครับ เพราะอะไรอ่านต่อละกันครับ ^o^

พี่เป้: โดยปกติแล้วหลังจากเรียนจบปริญญาตรี จะต้องทำงานใช้ทุน ด้วย ว่าแต่การใช้ทุนนั้นมีกี่แบบอะไรยังไงบ้างคะ
คุณหมอแจ็ค: จริง ๆ แล้วคำถามนี้คุยได้เป็นวัน ๆ เลยนะ คร่าวๆ ก็แล้วกันนะครับ หมอในประเทศไทยมีสังกัดใหญ่ ๆ อยู่ 4 หน่วยงานครับ คือ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงกลา โหม และภาคเอกชน

1. กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานที่ใหญ่ที่สุด มีสมาชิกแพทย์มากที่สุด เป็นหน่วยงานที่แพทย์ทุกท่านที่จบการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิตทุกคน (ยกเว้นจากที่จบจากต่างประเทศและมหาวิทยาลัยเอกชน)ต้องออกไปปฏิบัติงานครับ ขั้นตอนคือเมื่อจบหกปีแล้ว ได้ปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยและผ่านการสอบเพื่อใบอนุญาตในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภา จากนั้นทุกท่านก็จะผ่านกระบวนการจัดสรรว่าจะต้องไปอยู่ที่ไหนด้วยการประชุมจัดสรรกันเอง อย่างไม่เป็นทางการ แล้วไปจับฉลากตามที่ตกลงกันไว้ครับ ถ้าลงตัวก็ผ่านใครเลือกที่ไหนก็ไปอยู่ที่นั่น ถ้าไม่ลงตัวก็ต้องเสี่ยงดวงจับฉลาก

ตามกำหนดแล้วหมอใหม่ทุกท่านจะบรรจุเข้ารับราชการตำแหน่งนายแพทย์ 4 และต้องออกไปอยู่ตามรพ.ประจำจังหวัดต่างๆให้ครบ3 ปีโดยปีแรกอยู่รพ.ในตัวจังหวัดฝึกประสบการณ์ก่อน ปีต่อๆ ไปก็จะออกไปอยู่รพ.อำเภอ ตามชุมชนต่าง ๆ แพทย์บางท่านโชคดีครับบางคนใช้ทุนเพียง 1 ปี ก็สามารถกลับมาเรียนต่อเฉพาะทางได้โดยไม่ต้องอยู่ครบ 3 ปี

ต้องบอกไว้ก่อนว่าชีวิตหลังจากการจับฉลากนั้น ขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างตัวหมอใหม่เองกับโรงพยาบาลต้นสังกัดครับว่าจะอนุญาตให้มาเรียนต่อหรือไม่ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ความสามารถของหมอใหม่เอง ความประพฤติ ความขาดแคลนแพทย์เฉพาะทางในสาขาต่างๆ ของ โรงพยาบาลต้นสังกัด แพทย์บางท่านก็ลาออกก่อนการใช้ทุนครบก็มีครับ นอกจากนี้บางโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ได้แก่ รพ.จังหวัด หรือรพ. ศูนย์ จะรับสมัครแพทย์ใช้ทุนตำแหน่งแพทย์พี่เลี้ยงไปช่วยดูแลนักศึกษาแพทย์ที่ไปฝึกอบรมอยู่ บางโรงพยาบาลก็อยู่ใช้ทุนไปด้วย เรียนต่อเฉพาะทางไปด้วยได้เลยครับ


2. กระทรวงศึกษาธิการ อันนี้หมายถึงแพทย์ที่ทำงานอยู่ในรพ.สังกัดมหาวิทยาลัยครับ รวมทั้งอาจารย์แพทย์ด้วย พี่ก็เป็นแพทย์ที่สังกัดมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นตำแหน่งแพทย์ใช้ทุนที่ต้องสมัครสอบสัมภาษณ์เองเมื่อเรียนจบแล้ว เมื่อได้รับคัดเลือกก็จะอยู่ทำงานไปด้วยเรียนต่อเฉพาะทางไปด้วยใน รพ.มหาวิทยาลัยนั้น ๆ ได้เลยครับ อย่างพี่นี่มาเรียนเฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ ตำแหน่งแพทย์ใช้ทุนลักษณะนี้ส่วนใหญ่จะมีเฉพาะโรงเรียนแพทย์ที่อยู่ต่างจังหวัดครับ

3. กระทรวงกลาโหม อันนี้ได้แก่แพทย์ทหารครับ บรรจุติดยศเหมือน ทหารปกติ ส่วนใหญ่จะเป็นแพทย์ที่จบการศึกษาจากวิทยาลัยแพทย ศาสตร์พระมงกุฏเกล้า สำหรับแพทย์ที่จบการศึกษาจากสถาบัน พลเรือนต้องไปสมัครสอบสัมภาษณ์กันเองครับ
4. สังกัดภาคเอกชน ได้แก่ แพทย์ที่สังกัดสภากาชาดไทย และแพทย์
ที่ลาออกไปทำงานตามรพ. เอกชนครับ
จริง ๆ แล้วมีเส้นทางพิสดารมากกว่านี้อีกนะครับ น้อง ๆ อาจจะงงหน่อย มีโอกาสก็สอบถามจากแพทย์ใกล้ตัวละกันครับ

พี่เป้: แล้วการที่ได้เป็นแพทย์ในต่างจังหวัด พี่แจ็คคิดว่าการแพทย์ใน กรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดมีข้อเหลื่อมล้ำมากมั้ยคะ
คุณหมอแจ็ค: ก็มีสองมุมนะครับ พูดถึงมุมมองของหมอก่อนนะ อันแรกในแง่ของการปฏิบัติหน้าที่การเป็นหมอก็เหมือนกันทุกที่แหละครับ เราก็คุยกับคนไข้ ซักประวัติ ตรวจร่างกาย สั่งการรักษาเหมือนกันทุกอย่าง แต่จำนวนแพทย์ต่อประชากรก็ค่อนข้างน้อยมาก แถมมีคนไข้จากฝั่งลาวข้ามมารักษาด้วย

อันที่สองคือแง่ของการใช้ชีวิตครับ อยู่ต่างจังหวัด แม้ความเจริญ ของบ้านเมืองจะไม่เท่ากรุงเทพฯ แต่ก็ใช้ชีวิตได้อย่างสบาย ๆ ครับ ค่าครองชีพไม่สูงมาก ที่สำคัญคือไม่มีรถติดครับ อยากไปกินอะไรก็พากันไปกินครับ อะไรอันไหนอร่อยก็ติดรถกันไป ขอนแก่นนี่ก็ของกินเยอะอย่างไม่น่าเชื่อครับ บ้านเมืองก็น่าอยู่ครับ โดยรวมก็มีความสุข ดี อยู่แบบพอเพียงครับ

อีกส่วนคือมุมของคนไข้ครับที่ค่อนข้างจะมีความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากโดยรวมแล้วคนไข้ทางแถบนี้ส่วนมากยังเป็นผู้มีรายได้น้อยครับ จะมา รพ. ทั้งทีก็เหมารถมากันเองหลายทอดครับ บางครั้งคนไข้บางคนเงินจะซื้อข้าวกินยังไม่พอเลย ไม่มีเงินค่ารถ ก็เลยไม่ได้มา รพ. เพื่อ ติดตามและรับการรักษาต่อเนื่อง โรคที่เป็นอยู่ก็ไม่หาย กลับมาคราวนี้ก็เป็นหนักขึ้นครับ







พี่เป้: อยากให้ช่วยเล่าถึงเคสคนไข้ที่ประทับใจให้น้องๆ ฟังหน่อยค่ะ
คุณหมอแจ็ค: พี่เคยได้ดูแลคนไข้คนนึงเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้ายแล้วหละ เวลาไปราวน์(เดินดู+สั่งการรักษาในแต่ละวัน)ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมาก แกพูดไม่ได้เนื่องจากเจาะคอหายใจทางคออยู่ จะมีสมุดเล่มเล็ก ๆ เล่มนึง เอาไว้พูดคุยเวลาต้องการอะไรหรือจะสื่อความหมายกับใคร ๆ วันนึงพี่ก็ลองไปหยิบมาอ่าน แกก็อนุญาตให้อ่านแต่โดยดี อาจเพราะแกไม่มีแรงต่อสู้แล้วมั้ง ในนั้นเขียนบรรยายความอัดอั้นตันใจครับว่าพูดไม่ได้ หายใจไม่ออก เหนื่อย พี่ก็เริ่มคุยกับแกผ่านผ่านกระดาษเนี่ยแหละ คุยไปคุยมาขึ้นเล่มสองกันเลยทีเดียว แกบอก มดหวังแล้ว จะอยู่ได้อีกเมื่อไหร่ ก็บอกแกว่าให้ใจเย็น ๆ หายใจเข้า พุทธ ออกโธ นึกถึงพระไว้ก่อนละกัน หลังจากนั้นพี่กลายเป็นหมอประจำตัวครับ เวลามีอะไรเค้าจะเรียกพี่ซะงั้น หมอคนอื่นไม่คุยด้วย ก่อนหน้านี้ที่แกโวยวายใส่พยาบาลก็เพราะแกคงอัดอั้นครับ หลังจากที่ได้คุยกันก็ดูให้ความร่วมมือดีอยู่ หลังจาก นั้นพี่ก็ย้ายไปแผนกอื่น แวะไปดูแกบ้าง แต่ไม่ได้ไปทันตอนแกเสียชีวิตหรอกครับ แต่ก็รู้สึกดีที่ได้คุยกันได้เข้าใจแกครับ

พี่เป้: แล้วในแถบภาคอีสาน โรคที่เป็นกันมากๆ มีโรคอะไรบ้างคะ
คุณหมอแจ็ค: ภาคอีสานนี่คนไข้โรคตับเยอะครับ ที่เจอมากที่สุดคือคนไข้ที่มาด้วยเรื่องตัวเหลืองตาเหลือง โดยมากก็เป็นมะเร็งในท่อทางเดินน้ำดีน่ะครับจากพยาธิใบไม้ในตับ คนที่กินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ยังมีอยู่ครับ ก็คงต้องต่อสู้กันต่อไป ซึ่งที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นเองเป็นศูนย์วิจัยโรคนี้ในระดับโลกครับ ส่วนโรคอื่นก็เยอะพอ ๆ กันกับที่อื่นครับ

พี่เป้: แล้วในอนาคตบนเส้นทางแพทย์ พี่แจ็ค วางแผนไว้ยังไงบ้างคะ
คุณหมอแจ็ค: อีกไม่กี่เดือนพี่ก็จะเริ่มเข้าฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ เรียนที่คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่นนี่ล่ะ คือทำงานไปด้วยแล้วก็เรียนไปด้วย ใช้เวลาฝึกอบรมสี่ปี จบมาเป็นศัลยแพทย์ครับ โดยส่วนตัวพี่เป็นคนชอบทำหัตถการ(งานรักษา คนไข้ที่ต้องใช้ฝีมือและของมีคมเป็นหลัก) มีความประทับใจในสาขาศัลยศาสตร์ตกแต่งและเสริมสร้างตั้งแต่พี่เป็นนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 4 แล้ว โดยเฉพาะโรคปากแหว่งเพดานโหว่และความพิการแต่กำเนิดของกะโหลกศีรษะ และใบหน้าครับ (โรคงวงช้าง) คือโรคพวกนี้คนไข้ส่วนใหญ่พ่อแม่มักเป็นผู้มีรายได้น้อย อีกอย่างคือเด็กพวกนี้ถ้าได้รับการผ่าตัดแก้ไขอย่างถูก เหมาะสมก็สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนกับเด็กทั่วไป พูดง่าย ๆ คือไม่ให้เด็กมีปมด้อย เลยคิดอยากจะมาช่วยเหลือคนไข้ในจุดนี้


พี่เป้: สุดท้ายอยากให้ฝากถึงน้องๆ ที่อยากเรียนแพทย์ด้วยค่ะ
คุณหมอแจ็ค: คำถามนี้ตอบบ่อยมากครับ แล้วก็ยังคงเหมือนเดิมที่จะบอกว่าให้คิดดี ๆ ครับ บางครั้งเราเป็นคนนอกจะมองเข้ามาเห็นแต่มุมดี แต่ในอีกมุมนึงก็ต้องแลกกันครับกับความรับผิดชอบที่สูงมาก ดูแลชีวิตทั้งชีวิตของผู้ป่วยด้วยสองมือของเรา การตัดสินใจที่เด็ดขาด การควบคุมการแสดงออกทางอารมณ์ ที่พูดนี่ไม่ใช่ว่าขู่ครับ แต่อยากบอกให้ทราบว่าการเป็นแพทย์ต้องอดทนตั้งแต่เรียนแล้วครับ เรื่องอ่านหนังสือมาก เรียนหนักนี่เล็กน้อยครับ ใคร ๆ ก็ทำได้ ในบางครั้งอาจถูกกดดันโดนดุว่าจากอาจารย์ รุ่นพี่ บางครั้งคนไข้ก็ไม่ไว้ใจให้นักเรียนแพทย์ไปสัมผัสตัวนี่ก็ธรรมดา พอจบมาแล้วก็คนไข้จะคาดหวังครับ อยู่เวรทั้งวันทั้งคืน บางครั้งอยู่ติดกัน ไม่ได้นอนแถมตอนเช้าต้องออกตรวจแต่เช้าต่อ ถ้าเผลออารมณ์เสียเมื่อไหร่ ก็เสร็จครับ จะได้ยินเสียงตอบรับว่า หมอโรงพยาบาลนี้พูดไม่ดี อะไรลักษณะนี้ครับ งานของแพทย์ก็เป็นงานบริการอย่างนึงครับ ในฐานะผู้ให้บริการก็ต้องยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาดี คงมีซักครั้งนึงที่เกิดหงุดหงิดบ้างครับ พี่ก็เคยเช่นกัน อันนี้ก็ต้องควบคุมอารมณ์ให้ได้ครับ อย่าให้กระทบกับการบริการและความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ ถ้าใครคิดดีแล้ว ตัดสินใจแล้ว ก็ยินดีต้อนรับมาเป็นน้องหมอใหม่ทุกคนครับ อย่าดูถูกความสามารถของตัวเอง ทุกคนทำได้ครับ โชคดีทุกคนนะครับ

หมออ..~!!!!!!

คุณหมอท่านที่ 1 : คุณหมอไก่ : ร้อยเอกเลอปรัชญ์ มังกรกนกพงศ์
แพทย์ประจำบ้านสาขาจักษุวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า



พี่เป้: ช่วยแนะนำตัวเองแก่น้องๆ ด้วยค่ะ

คุณหมอไก่: ชื่อร้อยเอกเลอปรัชญ์ มังกรกนกพงศ์ ชื่อเล่นไก่ จบจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ตอนนี้กำลังทำงาน-ศึกษาต่อ
ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็นแพทย์ประจำบ้านสาขาจักษุวิทยา น้องๆ คงสงสัยคำว่าแพทย์ประจำบ้าน ทั้งที่พวกพี่ก็อยู่กันที่โรงพยาบาล
ไม่ได้ประจำกันที่บ้าน จริงๆ แล้วแปลจากคำว่า Resident โดยความหมายคือแพทย์ที่ศึกษาสาขาเฉพาะทางครับ





พี่เป้: แล้วคุณหมอคิดว่าด้านจักษุวิทยานั้นมีจุดเด่นหรือพิเศษจากด้านอื่นยังไงบ้าง

คุณหมอไก่: ก่อนที่หมอจะเริ่มเรียนจักษุแพทย์ ผมก็เคยสงสัยว่าทำไมจะต้องใช้เวลาตั้งหลายๆ ปี เรียนเกี่ยวกับชิ้นส่วนที่เล็กๆ แต่พอมาเริ่มเรียนจริงๆ ก็ถึงบางอ้อว่าทำไมตานี้ถึงจะมีขนาดเล็กแต่ก็มีความซับซ้อนมากๆ ยิ่งการผ่าตัดนี้ต้องอาศัยความแม่นยำและทักษะเรื่อง body coordination สูงมาก





พี่เป้: ทำไมคุณหมอถึงเลือกเรียนแพทยศาสตร์ และทำไมถึงศึกษาด้านจักษุวิทยาคะ

คุณหมอไก่: ตอนที่หมอเด็กๆ หมอเติบโตมาแบบใกล้ชิดกับอาม่าของหมอซึ่งเป็นผู้ที่ได้ผ่านสงครามโลกครั้งที่2 การที่ได้ฟังเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ต่างๆ ในช่วงสงครามก็ทำให้ผมอยากจะเป็นหมอที่มาช่วยเหลือทั้งทหารและคนทั่วไป ตอนที่เรียนจบมัธยมปลายผมก็ตั้งเป้าว่าจะต้องสอบเข้าเรียนแพทย์ที่พระมงกุฏให้ได้ครับ และเลือกจักษุเพราะคิดว่าดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญมากต่อการใช้ชีวิต สามารถสื่อถึงอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของคนคนนั้น ต้องการเป็นจักษุแพทย์เพื่อที่จะสามารถรักษาคนไข้ที่มีปัญหาด้านสายตาและการมองเห็นให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้งได้
จะทำให้คุณภาพชีวิตเค้าดีขึ้นและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ


พี่เป้: หลังจากเรียนจบปริญญาตรี คุณหมอได้ไปทำงานใช้ทุนที่ไหนคะ

คุณหมอไก่: หลังจากเรียนจบจากพระมงกุฎเกล้า ก็ได้โอกาสไปใช้ทุนที่โรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี รู้สึกว่าที่นั้นเป็นที่ที่ดีมากสำหรับการเริ่มต้นทำงานเพราะพี่ๆ ทุกคนที่นั้นน่ารักมาก ทำงานก็แบบเป็นทีม และรพ.ก็มีการให้บริการที่ค่อนข้างครบวงจร รวมไปถึงแผนกจักษุซึ่งก็เปิดโอกาสที่ได้ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับตาและทำให้เกิดความสนใจทางด้านนี้เป็นต้นมา ต้องยอมรับนะครับว่าในระหว่างการทำงานยุ่งมากเพราะคนไข้เยอะแต่ในขณะเดียวกันนั้นก็ทำให้มีความชำนาญในการรักษาได้ดี

หลังจากนั้น ก็ไปช่วยราชการที่หน่วยเฉพาะกิจที่34 อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาสเป็นเวลาหนึ่งปี ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีและน่าระทึกใจครับ
ที่เราได้ไปปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์ทหารจริงๆ จากนั้นได้มาปฏิบัติงานเป็นนายแพทย์กรมทหารราบที่ 13 ซึ่งได้ทำงานทั้งตรวจรักษาคนไข้ที่โรงพยาบาล และได้ทำงานด้านบริหารเกี่ยวกับการแพทย์ในกรมทหารราบที่13 ซึ่งตอนนั้นถือว่าได้ประสบการณ์จากการทำงานพอสมควรครับ
ได้ศึกษาการแพทย์ฝังเข็ม กรมแพทย์ทหารบก ต่อมาก็ได้เข้ามาศึกษาต่อทางด้านจักษุวิทยาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าครับ


พี่เป้: คุณหมอคิดว่าการเป็นแพทย์ทหารมีจุดเหมือนหรือต่างจากแพทย์ทั่วไปยังไงบ้าง

คุณหมอไก่: เรื่องความยากของวิชาแพทย์ศาสตร์นี้ คิดว่ามันมีความยากเท่ากันเมื่อเทียบกับการเรียนหรือทำงานที่อื่น แต่สิ่งที่แตกต่างไปก็คือความเป็นทหารซึ่งรวมไปถึงการเรียนฝึกเป็นทหารไปพร้อมๆ กับการเป็นหมอ ตอนช่วงที่ปิดพักร้อนก็ต้องไปฝึกทหารเพิ่มเติม พอตอนฝึกเสร็จก็ต้องไปอ่านหนังสือต่อ ก็เหนื่อยดี ช่วงนั้นหุ่นดีเลยครับ (หัวเราะ)

ส่วนการทำงานผมก็จะมีคนไข้ส่วนหนึ่งที่เป็นทหารซึ่งได้รับการบาดเจ็บ
จากการรับใช้บ้านเมือง ทุกๆ ครั้งผมก็รู้สึกขอบคุณและเห็นใจทหารที่เสียสละไปปฏิบัติงานเพื่อความสงบของประเทศชาติ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยหลือพวกเขา แต่สิ่งที่เหมือนกันทั้งหมอทหาร และหมอทั่วไป คือต้องการให้คนไข้ที่ได้รับการรักษาหายจากการเจ็บป่วยครับ


ในระหว่างการเรียนแพทย์ทหาร จะเรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย, มีเงินเดือนให้, มีอุปกรณ์เสื้อผ้าให้ พอจบแล้วก็ได้บรรจุเป็นนายทหารสัญญาบัตร ได้ยศ แต่ต้องใช้ทุนสองเท่าของเวลาเรียนคือประมาณ 10 ปีครับ





พี่เป้: ช่วงนี้น้องๆ หลายคนต้องใช้สายตาหนักในการอ่านหนังสือสอบ อยากให้ช่วยแนะนำวิธีการดูแลรักษาตาในขั้นต้นหน่อยค่ะ
คุณหมอไก่: • อ่านหนังสือในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ และถือหนังสือห่างประมาณ 1 ฟุต
• ดูโทรทัศน์ในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ และควรนั่งห่างจากจอโทรทัศน์ประมาณ 5 เท่าของขนาดโทรทัศน์
• ควรสวมแว่นตาทุกครั้งที่ต้องออกไปสัมผัสกับแสงแดด หรือขับขี่รถยนต์
• หลีกเลี่ยงการมองหรือจ้องคลื่นแม่เหล็กจากเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เตาไมโครเวฟ เครื่องถ่ายเอกสาร ฯลฯ
• เวลาที่เศษผงเข้าตา ห้ามขยี้ตาเด็ดขาด แต่ให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาด
• ทุกครั้งที่ลงเล่นน้ำในสระว่ายน้ำ ควรสวมใส่แว่นตาว่ายน้ำทุกครั้ง เพื่อป้องกันคลอรีนหรือเศษผงเข้าตา
• เมื่อรู้สึกปวดเมื่อยตา ไม่ควรกดนวดดวงตา หรือกรอกดวงตาไปมา แต่ควรหลับตาประมาณ 20 -30 นาที
• ควรปิดไฟนอน เพื่อเป็นการพักสายตา

พี่เป้: อยากให้คุณหมอช่วยฝากถึงน้องๆ ที่อยากเป็นหมอค่ะ
คุณหมอไก่: พี่ก็อยากจะฝากให้น้องๆ ที่อยากเป็นหมอให้ตั้งใจเรียนเพราะการเป็นหมอนี้ต้องอาศัยความขยันและอดทน น้องๆ อาจจะคิดว่ามันฟังดูเหนื่อยและลำบากแต่ถ้าใจรักและชอบมันจะเป็นความสำเร็จที่คุ้มค่ามากเลยครับที่เราได้เห็นคนที่เจ็บป่วยได้มีอาการดีขึ้นจากการรักษาของเรา

เพลงที่ผมรักๆๆๆ......~!!!!!


รับโค้ดเพลง ตัวสำรอง - Calories Blah Blah คลิกที่นี่

เพลงที่ผมรักๆๆๆ......~!!!!!

เพลงที่ผมชอบก็คือเพลง ตัวสำรองนะครับ ทำไม่น่ะหรอ?
เพราะมันตรงกับชีวิตผมไงครับ...อิอิ
http://www.gmember.com/player/embedcode/facebook/song/5948/0903359101.html?ref=20100204084820